วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

โรคที่เกิดจากพันธุกรรม

โรคทางพันธุกรรม
       โรคทางพันธุกรรม หรือ โรคติดต่อทางพันธุกรรม เป็น โรคที่เกิดขึ้นโดยมีสาเหตุมาจากการถ่ายทอดพันธุกรรมของฝั่งพ่อและแม่หากหน่วยพันธุกรรมของพ่อและแม่มีความผิดปกติแฝงอยู่ โดยความผิดปกติเหล่านี้เกิดขึ้นมาจากการผ่าเหล่าของหน่วยพันธุกรรมบรรพบุรุษ ทำให้หน่วยพันธุกรรมเปลี่ยนไปจากเดิมได้

          ทั้งนี้ โรคทางพันธุกรรม นี้ เป็นโรคติดตัวไปตลอดชีวิต ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดย โรคทางพันธุกรรม เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม 2 ประการ คือ ความผิดปกติของออโตโซม (โครโมโซมร่างกาย) และความผิดปกติของโครโมโซมเพศ

โรคที่เกิดจากความผิดปกติบนออโตโซม (Autosome)

          โรคที่เกิดจากความผิดปกติบนออโตโซม คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมในร่างกาย ที่มี 22 คู่ หรือ 44 แท่ง สามารถเกิดได้กับทุกเพศ และมีโอกาสเกิดได้เท่า ๆ กัน โรคที่เกิดจากความผิดปกติบนออโตโซม แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ความผิดปกติที่จำนวนออโตโซม และความผิดที่รูปร่างโครโมโซม ประกอบด้วย
1.ความผิดปกติของจำนวนออโตโซม          เป็นความผิดปกติที่จำนวนออโทโซมในบางคู่ที่เกินมา 1 โครโมโซม จึงทำให้โครโมโซมในเซลล์ร่างกายทั้งหมดเป็น 47 โครโมโซม เช่น ออโทโซม 45 แท่ง 1 โครโมโซมเพศ 2 แท่ง ได้แก่
กลุ่มอาการดาวน์ หรือ ดาวน์ซินโดรม ( Down's syndrome)          เป็น โรคทางพันธุกรรม ที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม โดยสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจาก โครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมา 1 แท่ง คือ มี 3 แท่ง จากปกติที่มี 2 แท่ง ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า TRISOMY 21 นอกจากนั้นอาจมีสาเหตุมาจากการย้ายที่ของโครโมโซม เช่น โครโมโซมคู่ที่ 14 มายึดติดกับโครโมโซมคู่ที่ 21 เป็นต้น และยังมีสาเหตุมาจาก มีโครโมโซมทั้ง 46 และ 47 แท่ง ในคน ๆ เดียว เรียกว่า MOSAIC ซึ่งพบได้น้อยมาก

          ลักษณะของเด็กดาวน์ซินโดรม จะมีศีรษะค่อนข้างเล็ก แบน และตาเฉียงขึ้น ดั้งจมูกแบน ปากเล็ก ลิ้นมักยื่นออกมา ตัวเตี้ย มือสั้น อาจเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หรือโรคลำไส้อุดตันตั้งแต่แรกเกิด มีภาวะต่อมไทรอยด์บกพร่อง และเป็นปัญญาอ่อน พบบ่อยในแม่ที่ตั้งครรภ์เมื่ออายุมาก

กลุ่มอาการเอ็ดเวิร์ดซินโดรม (Edward's syndrome)          เกิดจากโครโมโซมคู่ที่ 18 เกินมา 1 โครโมโซม ทำให้เป็นปัญญาอ่อน ปากแหว่ง เพดานโหว่ คางเว้า นิ้วมือบิดงอ และกำแน่นเข้าหากัน ปอดและระบบย่อยอาหารผิดปกติ หัวใจพิการแต่กำเนิด ทารกมักเป็นเพศหญิง และมักเสียชีวิตตั้งแต่ก่อนอายุ 1 ขวบ
กลุ่มอาการพาทัวซินโดม ( Patau syndrome)          อาการนี้เกิดจากโครโมโซมคู่ที่ 13 เกินมา 1 โครโมโซม ทำให้เด็กมีอาการปัญญาอ่อน อวัยวะภายในพิการ และมักเสียชีวิตตั้งแต่แรกเกิด หรือหากมีชีวิตรอดก็จะมีอายุสั้นมาก

2. ความผิดปกติของรูปร่างออโตโซม          เป็นความผิดปกติที่ออโทโซมบางโครโมโซมขาดหายไปบางส่วน แต่มีจำนวนโครโมโซม 46 แท่ง เท่ากับคนปกติ ประกอบด้วย
กลุ่มอาการคริดูชาต์ หรือ แคทครายซินโดรม (cri-du-chat or cat cry syndrome)          เกิดจากโครโมโซมคู่ที่ 5 ขาดหายไปบางส่วน ทำให้ผู้ป่วยมีศีรษะเล็กกว่าปกติ เกิดภาวะปัญญาอ่อน หน้ากลม ใบหูต่ำ ตาห่าง หางตาชี้ นิ้วมือสั้น เจริญเติบโตได้ช้า เวลาร้องจะมีเสียงเหมือนแมว จึงเป็นที่มาของชื่อโรคนี้ว่า แคทครายซินโดรม (cat cry syndrome)

กลุ่มอาการเพรเดอร์-วิลลี (Prader-Willi syndrome)          เป็น โรคทางพันธุกรรม ที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 15 ทำให้ผู้ป่วยมีรูปร่างอ้วนมาก มือเท้าเล็ก กินจุ มีความบกพร่องทางสติปัญญา มีพฤติกรรมแปลก ๆ เช่น พูดช้า รวมทั้งเป็นออทิสติกด้วย


โครโมโซม

โรคที่เกิดจากความผิดปกติที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมในโครโมโซมเพศ ( Sex chromosome)          โครโมโซมเพศ ประกอบด้วย โครโมโซม 1 คู่ หรือ 2 แท่ง ในผู้หญิง เป็นแบบ XX ส่วนในผู้ชายเป็นแบบ XY โรคที่เกิดความผิดปกติในโครโมโซม สามารถเกิดได้ในทั้งหญิงและชาย แต่จะมีโอกาสเกิดขึ้นมากในเพศใดเพศหนึ่ง โดยลักษณะที่ควบคุมโดยยีนด้อยบนโครโมโซม X ได้แก่ หัวล้าน ตาบอดสี โรคฮีโมฟีเลีย โรคภาวะพร่องเอนไซม์ จี- 6- พีดี ( G-6-PD) โรคกล้ามเนื้อแขนขาลีบ การเป็นเกย์ และอาการต่าง ๆ นี้ มักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เนื่องจากผู้ชายมีโครโมโซม x เพียงตัวเดียว โรคที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมเพศ ได้แก่

ตาบอดสี (Color blindness)          เป็นภาวะการมองเห็นผิดปกติ โดยมากเป็นการตาบอดสีตั้งแต่กำเนิด และมักพบในเพศชายมากกว่า เพราะเป็นการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบลักษณะด้อยบนโครโมโซม ผู้ที่เป็นตาบอดสีส่วนใหญ่จะไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างสีเขียวและสีแดงได้ จึงมีปัญหาในการดูสัญญาณไฟจราจร รองลงมาคือ สีน้ำเงินกับสีเหลือง หรืออาจเห็นแต่ภาพขาวดำ และความผิดปกตินี้จะเกิดขึ้นกับตาทั้งสองข้าง ไม่สามารถรักษาได้

ฮีโมฟีเลีย (Hemophilia)          โรคฮีโมฟีเลีย คือ โรคเลือดออกไหลไม่หยุด หรือเลือดออกง่ายหยุดยาก เป็น โรคทางพันธุกรรม ที่พบมากในเพศชาย เพราะยีนที่กำหนดอาการโรคฮีโมฟีเลียจะอยู่ใน โครโมโซม X และถ่ายทอดยีนความผิดปกตินี้ให้ลูก ส่วนผู้หญิงหากได้รับโครโมโซม X ที่ผิดปกติ ก็จะไม่แสดงอาการ เนื่องจากมี โครโมโซม X อีกตัวข่มอยู่ แต่จะแฝงพาหะแทน
          ลักษณะอาการ คือ เลือดของผู้ป่วยฮีโมฟีเลียจะไม่สามารถแข็งตัวได้ เนื่องจากขาดสารที่ทำให้เลือดแข็งตัว อาการที่สังเกตได้ เช่น เลือดออกมากผิดปกติ เลือดกำเดาไหลบ่อย ข้อบวม เกิดแผลฟกช้ำขึ้นเอง แต่โรคฮีโมฟีเลียนี้ สามารถรักษาได้ โดยการใช้สารช่วยให้เลือดแข็งตัวทดแทน

ภาวะพร่องเอนไซม์ จี- 6- พีดี (G-6-PD : Glucose-6-phosphate dehydrogenase)          โรคพร่องเอนไซม์ G6PD หรือ Glucose-6-phosphate dehydrogenase เป็น โรคทางพันธุกรรม ที่ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกได้ง่าย เมื่อได้รับสิ่งกระตุ้น ซึ่งสาเหตุของ ภาวะพร่องเอนไซม์ จี- 6- พีดี นั้นเกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมแบบ X  ทำให้เอนไซม์ G6PD ที่คอยปกป้องเม็ดเลือดแดงจากการทำลายของสารอนุมูลอิสระบกพร่อง จนไม่สามารถป้องกันการทำลายสารอนุมูลอิสระที่เป็นพิษต่อเซลล์เม็ดเลือดแดงได้ ผู้ป่วยจึงมีอาการซีดเป็นครั้งคราว เนื่องจากเม็ดเลือดแดงแตกอย่างฉับพลัน ในเด็กจะมีอาการดีซ่าน ส่วนผู้ใหญ่จะปัสสาวะเป็นสีดำ ถ่ายปัสสาวะน้อยจนเกิดอาการไตวายได้ โดยสิ่งที่สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการได้ เช่น อาหารอย่างถั่วปากอ้า ที่มีสารอนุมูลอิสระมาก รวมทั้งการติดเชื้อโรคต่าง ๆ ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวหลั่งสารอนุมูลอิสระมากขึ้น
          ทั้งนี้ โรคนี้ไม่สามารถรักษาได้ ถ้ารู้จักการระวังตัว เช่น หลีกเลี่ยงยา หรืออาหารที่แสลง ก็จะไม่เกิดอันตราย ที่สำคัญคือ ผู้ป่วยต้องดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ไตวาย

กลุ่มอาการเทอร์เนอร์ ( Turner's syndrome)          เกิดในเฉพาะเพศหญิง สาเหตุจากโครโมโซม X หายไป 1 แท่ง ทำให้เหลือโครโมโซมในเซลล์ร่างกาย  45 แท่ง ผู้ป่วยจะมีอาการปัญญาอ่อน และตัวเตี้ย ที่บริเวณคอมีพังผืดกางเป็นปีก มักเป็นหมันและไม่มีประจำเดือน มีอายุเท่ากับคนปกติทั่ว ๆ ไป

กลุ่มอาการไคลน์เฟลเตอร์ (Klinefelter's syndrome)          พบในเพศชาย เกิดจากโครโมโซม X เกินมา 1 หรือ 2 โครโมโซม ทำให้คารีโอไทป์เป็น 47,XXY หรือ 48,XXXY ผู้ป่วยจะมีอาการปัญญาอ่อน รูปร่างอ้อนแอ้น สูงชะลูด หน้าอกโต มีเต้านมเหมือนผู้หญิง และเป็นหมัน เพราะไม่มีอสุจิ และมีอัณฑะเล็ก ยิ่งถ้ามีจำนวนโครโมโซม X มาก อาการปัญญาอ่อนก็จะรุนแรงมากขึ้น

กลุ่มอาการทริปเปิ้ลเอ็กซ์ (Triple x syndrome)          เกิดในผู้หญิง โดยจะมีโครโมโซม x เกินมา 1 แท่ง ทำให้เป็น XXX  รวมมีโครโมโซม 47 แท่ง ทำให้ผู้หญิงคนนั้นเป็นหมัน เจริญเติบโตไม่เต็มที่ และไม่มีประจำเดือน
กลุ่มอาการดับเบิลวาย (Double y syndrome)          เกิดในผู้ชาย ที่มีโครโมโซม y เกินมา 1 แท่ง มีจีโนไทป์เป็น xyy เรียกว่า Super Male ลักษณะจะเป็นผู้ชายที่มีร่างกายปกติ แต่เป็นหมัน มีอารมณ์ฉุนเฉียว สูงมากกว่า 6 ฟุต มีระดับฮอร์โมนเพศชายในเลือดสูงกว่าปกติ ส่วนใหญ่เป็นหมัน ไม่สามารถมีบุตรได้

โรคที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมอื่น ๆ ได้แก่ฟีนิลคีโตนูเรีย (Phenylketonuria) หรือ (Phenylpyruvic oligophrenia)          เป็น โรคทางพันธุกรรม ที่เกิดจากการถ่ายทอดทางโครโมโซม โดยโครโมโซมนั้นมีความบกพร่องของยีนที่สร้าง Phenylalanine hydroxylase ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถสร้างเอนไซม์นี้ได้ จึงไม่สามารถย่อยสลายกรดอะมิโน phenylalanine ไปเป็น tyrosine เหมือนคนปกติ จึงเกิดภาวะ phenylalaine สะสมในเลือดมากผิดปกติ และมี phenylpyruvic acid และกรดอินทรีย์อื่นปนในปัสสาวะ รวมทั้งอาการโลหิตเป็นพิษด้วย โดยผู้ป่วยฟีนิลคีโตนูเรียนี้ มักจะมีอาการปัญญาอ่อน และไม่สามารถรับประทานอาหารได้เหมือนคนทั่วไป โดยอาการฟีนิลคีโตนูเรียนี้ จะพบในคนผิวขาวมากกว่า และในประเทศไทยพบไม่มาก

สไปโนซีรีเบลลาร์อะแท็กเซีย (spinocerebellar ataxia)          เป็น โรคทางพันธุกรรม ที่ยังไม่มีทางรักษา โดยเกิดจากโพลีกลูตาไมน์ ไตรนิวคลีโอไทด์ ผลิตซ้ำมากเกินปกติ ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวทางกายภาพ ทั้งท่าเดิน การพูด ตากระตุก และอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย แต่ระบบจิตใจและความรู้สึกนึกคิดยังปกติ
ทั้งนี้ สไปโนซีรีเบลลาร์อะแท็กเซีย มีหลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดจะแสดงอาการต่าง ๆ กันไป รวมทั้งอายุของผู้ป่วยที่เริ่มเป็นโรค และลักษณะการถ่ายทอดทางพันธุกรรมก็แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของยีนบนโครโมโซมของผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบ

โรคทาลัสซีเมีย ( Thalassemia )          โรคทาลัสซีเมีย เป็นลักษณะที่ถูกควบคุมด้วยยีนด้อยบนโครโมโซม ซึ่งเมื่อผิดปกติจะทำให้การสร้างฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเม็ดเลือดผิดปกติ เม็ดเลือดแดงจึงมีรูปร่างผิดปกติ นำออกซิเจนไม่ดี ถูกทำลายได้ง่าย ทำให้ผู้ป่วย โรคทาลัสซีเมีย เป็นคนเลือดจาง และเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา

          ในประเทศไทยพบผู้ป่วย โรคทาลัสซีเมียร้อยละ 1 คือประมาณ 6 แสนคน แต่พบผู้เป็นพาหะถึงร้อยละ 30-40 คือประมาณ 20-25 ล้านคน ดังนั้นถ้าหากผู้เป็นพาหะมาแต่งงานกัน และพบยีนผิดปกติร่วมกัน ลูกก็อาจเป็น โรคทาลัสซีเมียได้ ทั้งนี้ โรคทาลัสซีเมีย แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แอลฟาธาลัสซีเมีย และ เบต้าธาลัสซีเมีย ซึ่งก็คือ ถ้ามีความผิดปกติของสายแอลฟา ก็เรียกแอลฟาธาลัสซีเมีย และถ้ามีความผิดปกติของสายเบต้าก็เรียกเบต้าธาลัสซีเมีย

          ผู้ป่วย โรคทาลัสซีเมีย จะมีอาการซีด ตาขาวสีเหลือง ตัวเหลือง ตับม้ามโตมาตั้งแต่เกิด ผิวหนังดำคล้ำ กระดูกใบหน้าจะเปลี่ยนรูป มีจมูกแบน กะโหลกศีรษะหนา โหนกแก้มนูนสูง กระดูกเปราะ หักง่าย เจริญเติบโตช้ากว่าคนปกติ ส่วนอาการนั้น อาจจะไม่รุนแรง หรืออาจรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตเลยก็ได้ คนที่มีอาการมากจะมีอาการเลือดจางมาก ต้องให้เลือดเป็นประจำ หรือมีภาวะติดเชื้อบ่อย ๆ ทำให้เป็นไข้หวัดได้บ่อย

          ข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วย โรคทาลัสซีเมีย คือ ให้ทานอาหารที่มีกรดโฟลิกสูง เช่น ผักใบเขียว เนื้อสัตว์ ให้มาก ๆ เพื่อนำไปใช้สร้างเม็ดเลือดแดง

โรคซีสติกไฟโบรซีส (Cystic fibrosis)
          เป็นความผิดปกติทางพันธุกรรม ที่ทำให้ร่างกายสร้างเยื่อเมือกหนามากผิดปกติในปอดและลำไส้ ทำให้ผู้ป่วยหายใจลำบาก และเยื่อเมือกหนาเหล่านั้นอาจทำให้ปอดติดเชื้อ หากมีแบคทีเรียเติบโตอยู่ ส่วนเยื่อเมือกหนาในลำไส้ จะทำให้ย่อยอาหารได้ลำบาก ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรคนี้ แต่สามารถบรรเทาได้โดยการใช้ยาสลายเยื่อเมือก
โรคซิกเกิลเซลล์ (Sickle-cell) 

          เป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เกิดขึ้นกับเลือด ทำให้ฮีโมโกลบินมีรูปร่างผิดปกติ เซลล์เม็ดเลือดแดงเป็นรูปเคียว จึงไม่สามารถลำเลียงออกซิเจนได้มากเท่ากับเซลล์เม็ดเลือดแดงที่มีรูปร่างปกติ ส่งผลให้เกิดอาการหลอดเลือดอุดตัน ผู้ป่วยจะอ่อนเพลียและไม่มีแรง

โรคคนเผือก (Albinos)

          ผู้ที่เป็น โรคคนเผือก คือ คนที่ไม่มีเม็ดสีที่ผิวหนัง จะมีผิวหนัง ผม ขน และม่านตาสีซีด หรือีขาว เพราะขาดเม็ดสีเมลานิน หรือมีน้อยกว่าปกติ ทำให้ทนแสงแดดจ้าไม่ค่อยได้

โรคดักแด้

          ผู้เป็น โรคดักแด้ จะมีผิวหนังแห้งแตก ตกสะเก็ด ซึ่งแต่ละคนจะมีความรุนแรงของโรคต่างกัน บางคนผิวแห้งไม่มาก บางคนผิวลอกทั้งตัว ขณะที่บางคนหากเป็นรุนแรงก็มักจะเสียชีวิตจากการติดเชื้อที่เข้าทางผิวหนัง

โรคท้าวแสนปม (neurofibromatosis)
 
          เป็นโรคผิวหนังที่ถ่ายทอดโดยโครโมโซม ลักษณะที่พบคือ ร่างกายจะมีตุ่มเต็มไปทั่วร่างกาย ขนาดเล็กไปจนใหญ่ แบ่งเป็น 2 ชนิด คือชนิดที่พบบ่อย พบประมาณ 1 ใน 2,500 ถึง 3,500 คน โดยพบอาการอย่างน้อย 2 ใน 7 อาการต่อไปนี้คือ มีปานสีกาแฟใส่นมอย่างน้อย 6 ตำแหน่ง, พบก้อนเนื้องอกตามผิวหนัง 2 ตุ่มขึ้นไป, พบกระที่บริเวณรักแร้หรือขาหนีบ, พบเนื้องอกของเส้นประสาทตา, พบเนื้องอกของม่านตา 2 แห่งขึ้นไป, พบความผิดปกติของกระดูก และมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้    

          ส่วน โรคท้าวแสนปม ประเภทที่ 2 พบได้น้อยมาก ราว 1 ใน 50,000 ถึง 120,000 คน ผู้ป่วยจะไม่มีอาการทางผิวหนัง แต่จะพบเนื้องอกของหูชั้นใน และมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้

โรคลูคีเมีย (Leukemia)

          โรคลูคีเมีย หรือ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของไขกระดูก ทำให้มีการสร้างเม็ดเลือดขาวจำนวนมากในไขกระดูก จนเบียดบังการสร้างเม็ดเลือดแดง ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง ส่วนเม็ดเลือดขาวที่สร้างนั้น ก็เป็นเม็ดเลือดขาวตัวอ่อน จึงไม่สามารถต้านทานเชื้อโรคได้ จึงเป็นไข้บ่อย ซึ่งสาเหตุของการเกิดโรคลูคีเมีย มีหลายปัจจัย ทั้งพันธุกรรม กัมมันตภาพรังสี การติดเชื้อ เป็นต้น

          อาการของผู้ป่วย ลูคีเมีย จะแสดงออกมาในหลายรูปแบบ เช่น มีไข้สูง เป็นหวัดเรื้อรัง หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย ตัวซีด เซลล์ลูคีเมียจะไปสะสมตามอวัยวะต่าง ๆ เช่น ตับ ม้าม ต่อมน้ำเหลือง ทำให้เกิดอาการบวมโต บางคนเป็นรุนแรง ทำให้ถึงแก่ชีวิตได้

          การรักษา โรคลูคีเมีย ทำได้โดยให้ยาปฏิชีวนะ เพื่อลดจำนวนเม็ดเลือดขาว หรืออาจใช้เคมีบำบัด เพื่อให้ไขกระดูกกลับมาทำหน้าที่ตามปกติ


โรคเบาหวาน

          โรคเบาหวาน คือ ภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เนื่องจากขาดฮอร์โมนอินซูลิน ทั้งนี้โรคเบาหวาน ถือเป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่ง และเป็น โรคทางพันธุกรรม โดยหากพ่อแม่เป็นเบาหวาน ก็อาจถ่ายทอดไปถึงลูกหลานได้และนอกจากพันธุกรรมแล้ว สิ่งแวดล้อม วิธีการดำเนินชีวิต การรับประทานอาหาร ก็มีส่วนทำให้เกิดโรคเบาหวานได้เช่นกัน

          อาการทั่วไปของผู้ที่เป็น โรคเบาหวาน คือจะปัสสาวะบ่อย เนื่องจากน้ำตาลที่ออกมาทางไตจะดึงเอาน้ำจากเลือดออกมาด้วย จึงทำให้มีปัสสาวะมากกว่าปกติ เมื่อถ่ายปัสสาวะมาก ก็ทำให้รู้สึกกระหายน้ำ ต้องคอยดื่มน้ำบ่อย ๆ และด้วยความที่ผู้ป่วย โรคเบาหวาน ไม่สามารถนำน้ำตาลมาเผาผลาญเป็นพลังงาน จึงหันมาเผาผลาญกล้ามเนื้อและไขมันแทน ทำให้ร่างกายผ่ายผอม ไม่มีไขมัน กล้ามเนื้อฝ่อลีบ อ่อนเปลี้ย เพลียแรง นอกจากนี้ การมีน้ำตาลคั่งอยู่ในอวัยวะต่าง ๆ จึงทำให้อวัยวะต่าง ๆ เกิดความผิดปกติ และนำมาซึ่งภาวะแทรกซ้อนมากมาย โดยเฉพาะ โรคไตวายเรื้อรัง, หลอดเลือดตีบตีน, อัมพฤกษ์ อัมพาต, ต้อกระจก, เบาหวานขึ้นตา ฯลฯ 

การป้องกันโรคทางพันธุกรรม          โรคทางพันธุกรรม ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เนื่องจากกจะติดตัวไปตลอดชีวิต ทำได้แต่เพียงบรรเทาอาการไม่ให้เกิดขึ้นมากเท่านั้น ดังนั้นการป้องกัน โรคทางพันธุกรรม ที่ดีที่สุด คือ ก่อนแต่งงาน รวมทั้งก่อนมีบุตร คู่สมรสควรตรวจร่างกาย กรองสภาพทางพันธุกรรมเสียก่อน เพื่อทราบระดับเสี่ยง อีกทั้งโรคทางพันธุกรรม บางโรค สามารถตรวจพบได้ในช่วงก่อนตั้งครรภ์ จึงเป็นทางหนึ่งที่จะช่วยให้ทารกที่จะเกิดมา มีความเสี่ยงในการเป็นโรคทางพันธุกรรมน้อยลง

วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2556

คำคมสะกิดใจ👍✨

🌀  สวัสดีคะเพื่อนๆไม่เจอกันนานเลยนะคะวันนี้เราได้ไปเจอคำคมที่ดีมากๆๆเลยอยากที่จะให้เพื่อนได้อ่านไว้เป็นข้อคิดดีๆ พร้อมกันหรือยังคะ ถ้าพร้อมแล้วเราไปดูคำคมแรกเลยคะ👏
             แก้วที่คว่ำอยู่กลางสายฝน 
   ต่อให้ฝนตกกระหน่ำเช่นไร ก็ไม่อาจเต็มไป
   ด้วยน้ำ
              คนที่ไม่เคยเปิดใจเรียนรู้
   ต่อให้คลุกคลีกับนักปราชญ์ ทั้งวันทั้งคืน
                     ก็ยังโง่เท่าเดิม✨ 
🌹 
     จงเรียนรู้จากความผิดพลาดของคนอื่น
                        เพราะเรา.....
      ไม่สามารถเรียนรู้ความผิดพลาดนั้น
              ได้ทั้งหมดในช่วงชีวิตเรา👏
🚃
ความสำเร็จไม่ได้หล่นมา จากเมฆฟ้าเมฆาใด
       เพียงแค่เราเปิดใจเรียนรู้และลงมือทำ
              มุ่งมั่น มั่นใจ อดทนรอ
ความสำเร็จจะไม่หนีไปไกล แค่ใจเราสู้เกินพอ 
   🍄🍄🍄🍄🍄🍄🍄🍄🍄🍄🍄🍄🍄

วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2556

ระบบการศึกษาในสิงคโปร์

การศึกษาของสิงคโปร์

         ระบบการศึกษาของสิงคโปร์แบ่งออกเป็นระดับประถม 6 ปี ระดับมัธยมศึกษา 4 ปี ซึ่งรวมแล้วเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างน้อย 10 ปี แต่ผู้ที่จะเข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยจะต้องศึกษาขั้นเตรียมมหาวิทยาลัยอีก 2 ปี
         การศึกษาภาคบังคับของสิงคโปร์จะต้องเรียนรู้ 2 ภาษาควบคู่กันไป ได้แก่ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก และเลือกเรียนภาษาแม่ (Mother Tongue) อีก 1 ภาษา คือ จีน (แมนดาริน) มาเลย์ หรือทมิฬ (อินเดีย)
         รัฐบาลสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับการศึกษามาก โดยถือว่าประชาชนเป็นทรัพยากรที่สำคัญ และมีค่าที่สุดของประเทศ ในการนี้ รัฐบาลได้ให้การอุดหนุนด้านการศึกษาจนเสมือนกับเป็นการศึกษาแบบให้เปล่า โรงเรียนในระดับประถม และมัธยมล้วนเป็นโรงเรียนของรัฐบาลหรือกึ่งรัฐบาล สถานศึกษาของเอกชนในสิงคโปร์ มีเฉพาะในระดับอนุบาล และโรงเรียนนานาชาติเท่านั้น
         มหาวิทยาลัยในสิงคโปร์มี 3 แห่ง คือ :-
        1. National University of Singapore (NUS)
        2. Nanyang Technological University 
        3. Singapore Management University (SMU)
โดยมหาวิทยาลัย NUS จะให้การศึกษาครอบคลุมเกือบทุกสาขาวิชา ทั้งแพทยศาสตร์ ทันตแพทย์ กฎหมาย ศิลปะศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม และการบริหารธุรกิจ ส่วนมหาวิทยาลัย Nanyang จะเน้นการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์สาขาต่างๆ รวมทั้งวิทยาศาสตร์ประยุกต์ และสาขาธุรกิจ และการบัญชี สำหรับมหาวิทยาลัย SMU จะเน้นเรื่องธุรกิจการจัดการ
         วิทยาลัยเทคนิค (Polytechnic) ของสิงคโปร์มี 4 แห่งได้แก่ Singapore Polytechnic, Ngee Ann Polytechnic, Temasek Polytechnic และ Nanyang Polytechnic ส่วนวิทยาลัยผลิตครูของสิงคโปร์มีอยู่เพียงแห่งเดียว คือ National Institute of Education นอกจากนี้ ยังมี Institute of Technical Education : ITE เป็นสถาบันที่จัดการศึกษาสำหรับผู้ต้องการทักษะทางช่าง และช่างผีมือ
         ผู้ปกครองนักเรียนของสิงคโปร์จะส่งบุตรหลานเข้ารับการเตรียมความพร้อมในโรงเรียนเมื่อเด็กมีอายุ ได้ 2 ขวบครึ่ง เมื่อเด็กอายุได้ 6 ขวบก็จะเข้าเรียนในระดับประถมศึกษาปีที่ 1
         ระดับประถมศึกษาของสิงคโปร์แบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ป.1-ป.4 เรียกว่า Foundation Stage และ ป.5-ป.6 เรียกว่า Orientation Stage ชั้นประถมต้นจะเรียน 3 วิชาหลัก คือ ภาษาอังกฤษ ภาษาแม่ และคณิตศาสตร์ นอกจากนั้น จะมีวิชาดนตรี ศิลปหัตถกรรม หน้าที่พลเมือง สุขศึกษา สังคม และพลศึกษา แต่ในช่วงประถมปลาย หรือ Orientation Stage นั้น นักเรียนจะถูกแยกออกเป็น 3 กลุ่มทางภาษา คือ EM 1. EM 2. และ EM 3.  การแยกนักเรียนเข้ากลุ่มทางภาษานั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถทางภาษาของแต่ละคน เมื่อจบ ป.6 แล้วจะมีการสอบที่เรียกว่า Primary School Leaving Examination (PSLE) เพื่อที่จะเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาต่อไป ผลการเข้าสอบมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษา
         การศึกษาในระดับมัธยมศึกษานั้น จะมี 3 หลักสูตรให้เลือกตามความสามารถ และความสนใจ โดยใช้เวลา 4-5 ปี หลักสูตรในระดับมัธยมศึกษา ได้แก่
         หลักสูตรพิเศษ   (Special Course)
         หลักสูตรเร่งรัด  (Express Course)
         หลักสูตรปกติ    (Normal Course)
         เมื่อจบหลักสูตรจะมีการสอบ โดยหลักสูตรพิเศษ และหลักสูตรเร่งรัดจะต้องผ่านประกาศนียบัตร GCB (General Certificate of Education) ในระดับ “O” Level ส่วนหลักสูตรปกติจะต้องผ่าน GCB “N” Level แต่ถ้าต้องศึกษาต่อในระดับเตรียมอุดมศึกษา ก็ต้องสอบให้ผ่าน GCB “O” Level เช่นเดียวกัน
         เมื่อจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาแล้ว ผู้ที่สนใจเรียนสายวิชาชีพเทคนิค หรืออาชีวศึกษา ก็สามารถแยกไปเรียนตามสถาบันต่างๆ ได้  ส่วนผู้ที่จะเรียนต่อในมหาวิทยาลัยก็จะเข้าศึกษาต่อใน Junior College อีก 2 ปี เมื่อจบแล้วจะต้องสอบ GCE “A” Level เพื่อนำผลคะแนนไปตัดสินการเข้าเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย ผู้ที่เข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ก็อาจศึกษาในสายอาชีพ หรือหางานทำต่อไป
         ปีการศึกษาของสิงคโปร์จะแบ่งออกเป็น 4 ภาคเรียน ภาคเรียนละ 10 สัปดาห์ เริ่มเปิดการศึกษาตั้งแต่วันที่ 2 มกราคมของทุกปี ช่วงระหว่างภาคเรียนที่ 1 กับที่ 2 และที่ 3 กับที่ 4 จะมีการหยุด 1 สัปดาห์ ระหว่างภาคเรียนที่ 2 กับที่ 3 หยุด 4 สัปดาห์ และมีช่วงหยุด 6 สัปดาห์ เมื่อสิ้นสุดปีการศึกษา

วันเสาร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2556

หมากฝรั่งทำมาจากอะไรกันนะ?

         รู้ไหมว่าหมากฝรั่งทำมาจากอะไร ?

เมื่อก่อนหมากฝรั่งจะทำจากยางไม้ 

ที่คนพื้นเมืองในอเมริกากลางเรียกกันว่า ต้นชิกเคิล แต่ใน ปัจจุบันนิยมทำจากยางธรรมชาติ หรือยางสังเคราะห์ ซึ่งเป็นโพลิเมอร์ที่มีลักษณะอ่อนนิ่ม ข้น เหนียว ไม่มีสี กลิ่น ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ


ส่วนผสมอื่นๆ ที่ใช้ทำหมากฝรั่งได้แก่ สารเคมีที่ทำให้ยางเหนียวนุ่ม สารเติมแต่งรสชาติ กลิ่น สีสังเคราะห์ เกร็ดมิ้นท์ และสารกันเสีย ซึ่งหมากฝรั่งที่ไม่มีน้ำตาลก็นิยมใส่สาร แอสปาแตม และไซลิทอล หรือสารให้ความหวาน


เคล็ดลับการดำรงชีวิตในญี่ปุ่น

เคล็ดลับการดำรงชีวิตในญี่ปุ่น

ขอเชิญทุกท่านอ่านบทความสั้น ๆ ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมญี่ปุ่น เช่น ภาษา ขนบธรรมเนียม และมารยาทในสังคม ท่านอาจได้พบคำตอบในสิ่งที่สงสัยมานาน

บทเรียนบทที่ 50 sasete itadakimasu สำนวนแสดงความถ่อมตัวของกริยา shimasu ซึ่งแปลว่า "ทำ"

ในการสนทนาของคนญี่ปุ่นสมัยปัจจุบันนี้ มักมีสำนวน sasete itadakimasu ปรากฏออกมา ดูเหมือนมีคนมากขึ้นคิดว่า พอพูด sasete itadakimasu แค่นี้ก็สุภาพดี เช่น ในช่วงต้นของการประชุม พูดว่า setsumei sasete itadakimasu หรือ "ขอความกรุณาให้ได้อธิบาย" ซึ่งอันที่จริง พูดแค่ว่า setsumei shimasu หรือ "จะอธิบาย" ก็เพียงพอแล้ว
นอกจากนี้ ที่ทางเข้าร้านค้า บางทีจะเห็นป้ายเขียนว่า jūji kara eigyô sasete itadakimasu แปลตามตัวอักษรคือ "ขอความกรุณาให้เราเปิดทำการตั้งแต่ 10 นาฬิกา" นี่ก็เป็นการใช้ที่ผิด 
อย่างไรก็ตาม ภาษาเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ต่อไปวิธีการพูดแบบนี้อาจได้รับการยอมว่าเป็น "ภาษาญี่ปุ่นที่ถูกต้อง" เข้าสักวันหนึ่งก็ได้

บทเรียนบทที่ 49 การอาบน้ำ

ในห้องอาบน้ำที่บ้านของคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีอ่างอาบน้ำด้วย อ่างจะมีขนาดที่พอให้ชายวัยผู้ใหญ่สามารถนั่งเหยียดขาออกไปและแช่น้ำน้ำร้อนท่วมถึงไหล่ได้ น้ำร้อนในอ่างนั้น ทุกคนในบ้านจะใช้ร่วมกัน ดังนั้น ก่อนลงไปแช่ จะต้องชำระล้างร่างกายให้สะอาดเสียก่อน 
คนญี่ปุ่นไม่เพียงแต่ลงแช่น้ำในอ่างที่บ้านเท่านั้น แต่ยังไปใช้บริการบ่อน้ำแร่ร้อนกันอยู่บ่อย ๆ ด้วย การไปเที่ยวโดยมีจุดมุ่งหมายว่าจะไปบ่อน้ำแร่ร้อน เรียกว่า onsen ryokô ที่พักบางแห่งมีบ่อน้ำแร่ร้อนให้บริการอยู่กลางแจ้งเพื่อให้ชมทิวทัศน์ภายนอกได้ด้วย บ่อน้ำร้อนแบบนั้นเรียกเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า rotenburo ซึ่งให้ความรู้สึกโล่งสบายไปหมด จึงเป็นที่นิยม

บทเรียนบทที่ 48 อาหารการกินตามฤดูกาล

ญี่ปุ่นมี 4 ฤดู แต่ละฤดูมีอาหารประจำฤดู มาทำความรู้จักอาหารประจำฤดูกันจำนวนหนึ่ง 
อาหารที่เป็นตัวแทนของฤดูใบไม้ผลิคือ "หน่อไม้" และ "ปลาโอที่จับได้ชุดแรกของปี"
สำหรับฤดูร้อน คนญี่ปุ่นมักทาน "แตงกวา" และ "ปลาไหล" แตงกวาจะช่วยบรรเทาความร้อนของร่างกายที่รู้สึกร้อนผ่าว และมองกันว่าเป็นผักชนิดสำคัญที่ช่วยป้องกันโรคลมเหตุร้อน
ในฤดูใบไม้ร่วง มีคำกล่าวว่าเป็น "ฤดูใบไม้ร่วงแห่งการเจริญอาหาร" ที่กล่าวกันอย่างนี้ก็เพราะช่วงนี้เป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตที่เป็นวัตถุดิบอาหาร ซึ่งจะมีออกมามากมาย เช่น ลูกพลับ ปลาซัมมะ เห็ด เป็นต้น
สำหรับฤดูหนาว มักจะทาน "หัวไชเท้า" และ "ปลาทะระ" เพื่อให้ช่วยรักษาความอบอุ่นแก่ร่างกาย

บทเรียนบทที่ 47 สินค้าขึ้นชื่อ

ประเทศญี่ปุ่นเป็นหมู่เกาะที่ทอดตัวยาวในแนวเหนือใต้ ภูมิอากาศจึงแตกต่างกันอย่างมากตามแต่ละภูมิภาค มีทัศนียภาพประจำ 4 ฤดูกาลที่เปี่ยมไปด้วยความน่าชม และแต่ละพื้นที่ก็มีผลิตภัณฑ์เกษตรและสินค้าขึ้นชื่อเฉพาะพื้นที่ด้วย

จังหวัดชิซุโอะกะซึ่งอยู่ที่เชิงเขาของภูเขาฟูจิ มีชาเป็นสินค้าขึ้นชื่อประจำถิ่นและผลิตชาได้มากที่สุดในญี่ปุ่น นอกจากนี้ เนื่องจากจังหวัดนี้อยู่ติดทะเล จึงอุดมไปด้วยผลิตภัณฑ์สด ๆ จากทะเลมากมาย เช่น ลูกปลาซาร์ดีน และกุ้งซากุระ

แน่นอนว่าโตเกียวก็มีสินค้าขึ้นชื่อ หนึ่งในนั้นคือสาหร่ายซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับซูชิ สาหร่ายที่เก็บจากอ่าวโตเกียวขึ้นชื่อเรื่องความหวานและกลิ่นหอม 

ปัจจุบัน ถ้าใช้บริการซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ต จะสามารถเพลินใจไปกับสินค้าขึ้นชื่อจากทั่วญี่ปุ่นได้โดยสั่งให้ส่งมาถึงบ้าน แต่ความเพลินใจอันสูงสุดย่อมอยู่ที่การได้ไปยังสถานที่จริง และลิ้มรสของขึ้นชื่อเหล่านั้นตามฤดูด้วยตนเอง

บทเรียนบทที่ 46 ภูเขาฟูจิ

ฤดูกาลที่เหมาะสำหรับการปีนภูเขาฟุจิมากที่สุดคือเดือนกรกฎาคมกับเดือนสิงหาคม ในช่วงสองเดือนที่ว่านี้ จะมีคนมุ่งมั่นไปปีนภูเขาฟุจิจนถึงยอดมากกว่า 3 แสนคน  ในจำนวนนี้ เกือบร้อยละ 30 เป็นชาวต่างชาติ แม้ว่าจะเป็นฤดูร้อนของญี่ปุ่น แต่พอขึ้นไปใกล้ ๆ ยอดเขาฟุจิซึ่งมีความสูง 3,776 เมตร อุณหภูมิจะลดวูบลง อากาศก็เปลี่ยนแปลงง่าย สิ่งที่จำเป็นต้องนำไปด้วย ได้แก่ อุปกรณ์กันฝน เครื่องกันหนาว น้ำ อาหารยามฉุกเฉิน นอกจากนี้ ยังต้องระวังเรื่องการเมาความสูงด้วย

สำหรับภูเขาฟูจิซึ่งเป็นที่นิยมของทุกคนไม่ว่าจะเพศใดวัยใด แต่เมื่อประมาณ 150 ปีก่อน ผู้หญิงไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นภูเขาฟุจิ แม้กระนั้นก็ตาม มีบันทึกระบุว่า ก่อนหน้านั้น ก็มีผู้หญิงแต่งตัวปลอมเป็นผู้ชายและผสมปนเปปีนขึ้นไปด้วย นี่แสดงว่า ยอดเขาฟุจิมีเสน่ห์เย้ายวนใจผู้คนมาตั้งแต่โบร่ำโบราณอันไกลโพ้นแล้ว

บทเรียนบทที่ 45 เงินใช้จ่ายส่วนตัวของพนักงานเงินเดือน

ไม่ทราบว่า ในครอบครัวของคุณผู้ฟัง ใครคือผู้กุมกระเป๋าสตางค์ประจำบ้าน? ครอบครัวญี่ปุ่นประมาณร้อยละ 70 ภรรยาคือผู้ดูแลรายรับรายจ่ายของบ้าน ดังนั้น เงินที่สามีสามารถนำไปใช้จ่ายได้อย่างอิสระจึงมีจำกัด

ผลการสำรวจว่าด้วย "เงินใช้จ่ายของพนักงานเงินเดือน" ซึ่งธนาคารแห่งหนึ่งเป็นผู้จัดทำมานานกว่า 30 ปี ชี้ว่า เงินใช้จ่ายส่วนตัวเฉลี่ยเมื่อปี 2553 ของพนักงานเงินเดือนญี่ปุ่นคือ เดือนละ 40,600 เยน กว่าครึ่งหนึ่งของผู้ตอบการสำรวจระบุว่าใช้เงินนั้นในการ "ซื้ออาหารกลางวัน" และ "ใช้จ่ายเพื่องานอดิเรก" 

จากวงเงินที่ใช้จ่ายได้อย่างจำกัด จำเป็นต้องแบ่งสรรอย่างมีทักษะเพื่อให้ใช้จ่ายได้ลงตัวไม่ใช่แค่ค่าอาหารกลางวันเท่านั้น แต่ต้องเจียดไว้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการสังสรรค์เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงานและสำหรับงานอดิเรกด้วย สำหรับคำถามที่ว่า "พยายามประหยัดค่าใช้จ่ายเรื่องอะไรมากที่สุด" ผู้ชายส่วนใหญ่ตอบว่า "ประหยัดค่าอาหารกลางวัน" ดูเหมือนว่า พนักงานเงินเดือนเหล่านี้นำข้าวกล่องไปทานเอง หรือไม่ก็เลือกร้านอาหารที่ถูกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้นั่นเอง.      แล้วเจอกันไหมนะคะ^^

ขนมหวานเจี๊ยบ!!!!><

              10อันดับขนมหวานที่อร่อยที่สุด^^
เพื่อนๆคะปฏิเสธกันไม่ได้ใช่ไหมคะว่าไม่ชอบทานขนมหวานกันวันนี้เรามาเอาใจสาวกขนมหวามกันดีกว่าคะ
วันนี้ดิฉันมีอันดับขนมหวานที่อร่อยที่สุดมาฝากกันคะ 
ทนกันไม่ได้แล้วใช่ไหมล่ะ งั้นเราดูกันดีกว่าคะ 



1.ทีรามิสุ ( Tiramisu )
เค้กชื่อดังของอิตาลีทำขึ้นจากเล ดี้ฟิงเกอร์ราดเอสเปรสโซ่ สอดไส้ด้วยมาสคาร์โปนชีสและซาบากลิออเน ลือกันว่าทีรามิสุมีจุดกำเนิดมาจากการที่แม่บ้านของทหารในสงครามโลกครั้งที่ สองทำเค้กให้สามีรับประทาน โดยเชื่อว่าส่วนผสมของคาเฟอีนกับน้ำตาลจะช่วยให้พวกเขามีพลังและแคล้วคลาด จากอันตราย ช่างโรแมนติคเสียนี่กะไร เหมาะจะเป็นของหวานรับวันวาเลนไทน์โดยแท้
   


2.บาคลาวา ( Baklava)
ประวัติที่แท้จริงของบาคลาวายากที่จะระบุ ให้แน่ชัด เพราะว่ากันว่ามันมีต้นกำเนิดจาก จักรวรรดิอ็อตโตมัน ดินแดนเมโสโปเตเมียและอาหรับ โดยขนมหวานชนิดนี้ทำขึ้นจากการนำแป้งฟิลโลมาสอดไส้ไว้ด้วยถั่ว น้ำผึ้ง หรือน้ำเชื่อม หากต้องการลิ้มลองรสชาติ แบบต้นตำรับก็ต้องไปรับประทานถึงถิ่นที่อ้างว่าเป็น จุดกำเนิด ทั้งกรุงอิสตันบูล กรุงเอเธนส์ และกรุงเบรุตแม้แต่ละที่อาจจะมีรสแตกต่างกันไปบ้าง แต่ก็ยังการันตีได้ถึงความเอร็ดอร่อย



3.ไดฟุกุ ( Daifuku )
ขนมเจลลาตินทรงกลมจากแดนอาทิตย์อุทัยมักสอดไส้ไว้ด้วยถั่วแดงหวาน (และบางครั้งก็อาจเป็นแยมสตอเบอร์รี่โรยด้วยแป้งบางๆ โดยสามารถหาซื้อมารับประทานได้ทั้งจากกรุงโตเกียว โอซาก้า เกียวโต นากาโนะ และทุกแห่งในญี่ปุ่น


4.กุหลับ จามาน ( Gulab Jamun)
ก้อนขนมปังหวานที่คงไม่ถูกปากฝรั่งตาน้ำ ข้าว แต่คอนเฟิร์มว่าอยู่ในรายชื่อขนมอันดับต้นๆ ของชาวอินเดีย และเมื่อมีคนกว่าพันล้านคนชื่นชอบ ก็ยากจะปฏิเสธได้ว่ามันไม่อร่อย ปกติแล้วมักทำขึ้นโดยใช้ครีมสองชั้นและราด้วยน้ำเชื่อมเข้มข้น เป็นที่นิยมในอินเดีย ปากีสถาน เนปาลและประเทศในแถบเอเชียใต้


5.ฮาโล ฮาโล ( Halo Halo)
จานเด็ดของชาวฟิลิปปินส์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไม่แพ้ไข่บาลุท แต่รับประกันได้ว่าไม่น่าสะอิดสะเอียน ทั้งนี้ ฮาโล ฮาโล ไม่มีสูตรการทำที่แน่นอน แต่ดูๆ ไปก็ไม่ต่างอะไรกับน้ำแข็งใสของบ้านเรา โดยนำน้ำแข็งบดมาเติมด้วยเครื่องเคียง เช่น ถั่วเขียว ลูกตาล ขนุน มะพร้าวอ่อน ไอศกรีม วุ้นมะพร้าว สับปะรด และอื่นๆ ก่อนจะปิดท้ายด้วยการราดนมข้นหวานและน้ำเชื่อมโดยสามารถหารับประทานได้ทุก ที่ในกรุงมะนิลา


6.แบล็คฟอเรสท์เค้ก (BlackForestCake)
ด้วยความมีชื่อเสียงในเรื่องชนิทเซล เบียร์ และเค้กรสชาติอร่อยมากมาย จึงไม่น่าแปลกใจที่เยอรมนีจะกลายเป็นสถานที่ดื่ม-กินยอดนิยมของเรา โดยเจ้าช็อกโกแลตเค้กที่ทับซ้อนหลายชั้นด้วยครีม เชอร์รี่ และบรั่นดีผลไม้นี้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงต้นยุค 1900 ทางตอนใต้ของเยอรมนี(ภายหลังได้รับการปรุงแต่งให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วยฝีมือ ของช่างทำเค้กใน
กรุงเบอร์ลินทุกวันนี้เป็นทื่ชื่นชอบของคนทั่วโลก


7.ข้าวเหนียวมะม่วง
ขนมหวานแบบไทยๆ ที่นำมะม่วงสุกเหลืองอร่ามมาทานคู่กับข้าวเหนียวมูนราดด้วยน้ำกะทิ ฟังแล้วชวนน้ำลายสอเป็นอย่างยิ่งโดยได้รับความนิยมจากทั้งชาวสยามและชาวต่าง ชาติ ทั้งยังสามารถหาลิ้มลองได้ทั้งที่โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ภัตตาคาร และร้านอาหารตามท้องถนนทั่วไป


8.แอปเปิ้ล พาย ( Apple Pie )
เช่นเคย แม้จะฟังดูเป็นอเมริกันจ๋า แต่จริงๆ แล้วมีต้นกำเนิดจากเมืองผู้ดี โดยได้รับการคิดค้นขึ้นเมื่อปี 1381 และปกติจะอบด้วยแป้งสองชั้นในสมัยก่อน ตอนที่ชาวอังกฤษอพยพมาตั้งรกรากในอเมริกา พวกเขาได้นำเมล็ดแอปเปิลมาปลูกด้วย จึงทำให้มันมีความเกี่ยวพันกับวัฒนธรรมของชาวมะกัน แต่ไม่ว่าจะที่โรงแรมในลอนดอนหรือภัตตาคารในแอลเอ แอปเปิลพายก็เป็นที่ถูกอกถูกใจบรรดาลูกค้าเหมือนกัน


9.นาไนโม บาร์ ( Nanaimo Bars)
แคนาดาขึ้นชื่อเรื่องขนมหวาน ? ได้ยินแล้วไม่ต่างกับการพูดว่ากรุงเทพขึ้นชื่อเรื่องทะเลยังไงยังงั้น แต่กระนั้น ขนมรสเลิศดังกล่าว มีที่มาจากเกาะแวนคูเวอร์ในเมืองนาไนโม รัฐบริติชโคลัมเบีย โดยได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นจากฝีมือแม่บ้านท้องถิ่นซึ่งได้ส่งเจ้าขนมทรง จัตุรัสชิ้นนี้ไปประกวดในนิตยสารและคว้ารางวัลชนะเลิศมาได้ ปัจจุบัน เป็นที่ชื่นชอบของผู้คนในแถบอเมริกาเหนือ


10.แครมบรูเล่ ( Creme Brulee)
แม้ชื่อจะฟังดูแล้วฝรั่งเศสสุดๆ แต่อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าเป็นเช่นนั้น เนื่องจากวิทยาลัยทรินิตี้ในเคมบริดจ์ได้อ้างว่าพวกเขาคือต้นตำรับผู้คิดค้น ขนมสูตรเด็ดนี้ในช่วงต้นศตวรรษที่ 1600 อย่างไรก็ตาม ถึงจะมีจุดกำเนิดจากอังกฤษ แต่เชื่อแน่ว่าคงไม่มีสถานที่ใดเหมาะแก่การทานคัสตาร์ดเย็นๆ โรยด้วยน้ำตาลไหม้ ได้เท่ากับใต้หอไอเฟลที่ประดับด้วยไฟสว่างไสวในยามค่ำคืนในกรุงปารีส



ขอบคุณข้อมูลจาก

http://archive.voicetv.co.th


วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556

คำคมชวนคิด^^

25 คำคมชวนคิดจากอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์


คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจากkushandwizdom.tumblr.com

          เมื่อพูดถึงชื่อของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ แล้ว แน่นอนว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักหรือไม่เคยได้ยินชื่อของเขาเป็นแน่
เพราะเขาเป็นอัจฉริยะระดับโลก ที่โด่งดังทั้งในวงการวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และยังเป็นนักคิดค้นที่ไม่เคยหยุดเรียนรู้ค้นหาเลยตลอดช่วงชีวิต 76 ปีของเขา และด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ไอน์สไตน์มีผลงานที่เป็นคุณประโยชน์ต่อโลกใบนี้มากมาย อีกทั้งความคิดของเขาก็ถูกเรียงร้อยออกมาเป็นถ้อยคำถ้อยอักษร ชวนให้คนรุ่นหลังได้คิดตามและนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตอีกด้วย

          วันนี้กระปุกดอทคอม ก็เลยขอหยิบยกคำคมชวนคิดจากอัจฉริยะท่านนี้ที่เว็บไซต์kushandwizdom.tumblr.com ได้รวบรวมไว้เป็นคำคมรูปภาพมาฝากกัน ซึ่งแต่ละคำคมก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก และหลายคำคมก็ถูกใช้เป็นคติในการดำรงชีวิตของใครหลายคนไปแล้ว ว่าแล้วก็ไปดูกันเลยว่า คำคมของอัจฉริยะระดับโลกท่านนี้ มีอะไรบ้าง



คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

Nothing happens until something moves.


ไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ โดยปราศจากการเริ่มต้น





25 คำคมชวนคิดจากอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์


Nothing happens until something moves.


ไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ โดยปราศจากการเริ่มต้น





Any man who can drive safelyคำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
while kissing a pretty girl
is simply not giving the kiss the attention it deserves.


ชายใดที่สามารถขับรถได้อย่างปลอดภัย
ขณะที่จูบหญิงสาวไปด้วยนั้น
แสดงว่าเขาไม่ได้ใส่ใจกับการจูบอย่างที่ควรจะเป็น





คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์


A person starts to live when he can live outside himself.


คนเราจะมีชีวิตอย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อสามารถดำเนินชีวิตโดยหลุดพ้นจากตัวเองได้





คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์


Once we accept our limits, we go beyond them.


เมื่อเรายอมรับในข้อจำกัดของตัวเอง แสดงว่าเราได้ก้าวล่วงข้อจำกัดนั้นไปแล้วคำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์


The secret to creativity is knowing how to hide your sources.


ความลับของการสร้างสรรค์ คือการรู้วิธีซ่อนที่มาของความคิดนั้นไว้อย่างแนบเนียน





คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์


You can't blame gravity for falling in love.


คุณไม่อาจโทษแรงดึงดูดของโลกได้ เมื่อคุณตกหลุมรักใครสักคน
คุณไม่อาจโทษแรงดึงดูดของโลกได้ เมื่อคุณตกหลุมรักใครสักคน





คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์


Insanity is doing the same thing over and over again
and expecting different results.


มีแต่คนบ้าเท่านั้น ที่จะทำสิ่งเดิมซ้ำ ๆ แต่กลับหวังผลลัพธ์ที่แตกต่าง





คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์


The world is not dangerous because of those who do harm
but because of whose who look at it without doing anything.


โลกใบนี้ไม่ได้น่ากลัวเพราะคนที่ก่ออันตรายกับโลก
แต่มันน่ากลัวเพราะคนที่มองดูมันโดยไม่คิดจะทำอะไรเลยต่างหาก





คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์


Anyone who has never made a mistake
has never tried something new.


คนที่ไม่เคยทำผิดพลาดเลยคือคนที่ไม่เคยลองทำอะไรใหม่ ๆ





คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์


If you want to live a happy life,
tie it to a goal, not to people or things.


ถ้าคุณอยากมีชีวิตที่มีความสุข
จงพันธนาการชีวิตด้วยจุดหมาย ไม่ใช่ผู้คนหรือสิ่งอื่นใด