วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

"ฆาตกร"แมงมุมแม่หม้ายน้ำตาลและแมงมุมแม่หม้ายดำ

แมงมุมแม่หม้ายน้ําตาล รู้จัก แมงมุมแม่หม้ายดำ พิษร้ายกว่างูเห่า 3 เท่า


แมงมุมแม่ม่ายน้ำตาล


แมงมุมแม่หม้ายน้ำตาล สุดอันตราย

แมงมุมแม่ม่ายน้ำตาล

แมงมุมแม่หม้ายน้ำตาล เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร บริเวณท้องจะโตกว่าหัวหลายเท่า ท้องจะกลมป่อง


แมงมุมแม่ม่ายน้ำตาล


แมงมุมแม่หม้ายน้ำตาลจะทำรังอยู่ที่ต่ำ สูงไม่เกิน 1 เมตร ลักษณะรังหรือใยจะยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบ พบเห็นได้ตามใต้โต๊ะ เก้าอี้ รองเท้าเก่าในบ้าน


แมงมุมแม่ม่ายน้ำตาล

ผู้ถูกกัดจะมีอาการแพ้อย่างแรง แผลจะเหวอะหวะ และเป็นผื่นบวมแดงเจ็บปวด มีหนอง แผลจะหายช้ามาก เพราะพิษทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ระบบน้ำเหลือง และทำลายเม็ดเลือดขาว



แมงมุมแม่ม่ายน้ำตาล


แมงมุมแม่หม้ายดำ เทียบกันแล้วก็น่ากลัว พิษร้ายเหมือนกัน


แมงมุมแม่ม่ายน้ำตาล


แมงมุมแม่หม้ายดำ กัดแล้วปล่อยพิษออกมาทั้งหมด เปรียบเทียบให้เห็นภาพก็คือ ปล่อยพิษออกมาในระดับมิลลิกรัม คือ 1 ส่วนในพันส่วน  

แมงมุมแม่ม่ายน้ําตาล แมงมุมแม่ม่ายดำ พิษร้ายแรงหรือไม่ มารู้จัก แมงมุมแม่ม่ายน้ําตาล แมงมุมแม่ม่ายดำลักษณะแมงมุมแม่ม่ายน้ําตาล เป็นอย่างไร ถ้าแมงมุมแม่ม่ายน้ำตาล กัดตายหรือไม่ 
   หลังจากนายประสิทธิ์ วงษ์พรม นักวิจัยจากภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ศึกษาเรื่องแมงมุมในประเทศไทย ออกมาเปิดเผยว่า พบแมงมุมพิษชนิดหนึ่งชื่อ"แมงมุมแม่หม้ายน้ำตาล" (Brown widow spider) ซึ่งเดิมพบแต่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันได้แพร่กระจายเข้ามาในประเทศไทยแล้ว พร้อมกับระบุว่า แมงมุมชนิดนี้ มีพิษรุนแรงทำลายระบบเลือด และระบบภูมิคุ้มกัน พิษร้ายแรงกว่าพิษของ"แมงมุมแม่หม้ายดำ" (Black widow spider) 2 เท่า และร้ายแรงกว่าพิษงูเห่า 3 เท่า งานนี้ทำเอาหลายคนตระหนกตกใจถึงพิษที่ร้ายแรง พร้อมๆ กับอยากว่า "แมงมุมแม่หม้ายน้ำตาล" มีพิษร้ายแรงขนาดไหน มีอาการอย่างไร และมีวิธีป้องกันรักษาแบบไหน ไปกันเลยคะ. . . 

 ลักษณะของแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาล         "แมงมุมแม่หม้ายน้ำตาล" (Brown widow spider) ส่วนใหญ่มักพบบริเวณประเทศสหรัฐอเมริกา แถบฟลอริดา แถบฟลอริดา, เท็กซัส และบริเวณเขตเส้นศูนย์สูตร ขนาดของตัวมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร บริเวณท้องจะโตกว่าหัวหลายเท่า ท้องจะกลมป่อง ด้านล่างมีลักษณะคล้ายรูปนาฬิกาทรายสีส้ม ด้านบนมีสีน้ำตาลสลับขาวลายเป็นริ้วๆ มีจุดสีดำสลับขาวตรงท้องข้างละ 3 จุด รวมเป็น 6 จุด จะมีการแปรผันของสีค่อนข้างเยอะ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม วางไข่ครั้งละ 200-400 ฟอง

 อาการหลังโดนพิษแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาล
         ตามปกติ แมงมุมแม่หม้ายน้ำตาลไม่มีนิสัยดุร้าย ไม่โจมตีหรือบุกกัดใครอย่างไม่มีเหตุผล จะหลบมากกว่าสู้ และจะกัดเมื่อถูกรุกรานที่อยู่เท่านั้น ซึ่งพิษของแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาลจะมีผลต่อระบบไหลเวียนโลหิต คล้ายกับพิษจากงู โดยทำให้เม็ดเลือดแตก หรือเลือดไหลไม่หยุด แต่อาจจะแสดงอาการช้ากว่า ส่วนใหญ่ผู้ถูกกัดจะมีอาการแพ้อย่างแรง แผลจะเหวอะหวะ และเป็นผื่นบวมแดงเจ็บปวด มีหนอง แผลจะหายช้ามาก เพราะพิษทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ระบบน้ำเหลือง และทำลายเม็ดเลือดขาว คนที่ถูกกัดมักไม่ทราบว่าแผลดังกล่าวเกิดจากอะไร 

 ยารักษาพิษแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาล
         ขณะนี้ยังไม่มีเซรุ่มหรือยาถอนพิษแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาล ทำได้แค่รักษาตามอาการเท่านั้น โดยส่วนใหญ่จะรักษาแบบประคับประคองตามอาการ และรอให้พิษหมดไปเอง เช่น ให้สารทำให้เลือดแข็งตัว หรือหากมีเลือดออกมาก อาจต้องมีการให้เลือดหรือฟอกไต โดยต้องดูตามอาการที่เกิดขึ้น สำหรับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นนั้น ให้ขันชะเนาะบริเวณเหนือบาดแผลที่ได้รับพิษ เพื่อไม่ให้พิษไหลเข้าสู่กระแสโลหิตก่อนไปพบแพทย์

 
ข้อแตกต่างของแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาลกับแมงมุมชนิดอื่นๆ         สำหรับความแตกต่างระหว่างแมงมุมทั่วไปกับแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาลนั้น นอกจากลักษณะลำตัวแล้ว ให้สังเกตลักษณะการทำรังหรือการชักใย แมงมุมทั่วไปจะชักใยค่อนข้างสวยงามเป็นระเบียบ และชักใยอยู่ที่สูง เช่น ตามขื่อ ตามคาน หรือหลังคาบ้าน แต่แม่หม้ายน้ำตาลจะทำรังอยู่ที่ต่ำ สูงไม่เกิน 1 เมตร ลักษณะรังหรือใยจะยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบ พบเห็นได้ตามใต้โต๊ะ เก้าอี้ รองเท้าเก่าในบ้าน การป้องกันทำได้ด้วยการรักษาความสะอาดบ้าน อย่าปล่อยให้รกรุงรังก็จะปลอดภัย

 สาเหตุการแพร่ระบาดของแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาล         ส่วนสาเหตุการแพร่ระบาดแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาลเข้ามายังประเทศไทยนั้น คาดว่าจะเข้ามากับเรือสินค้าเป็นหลัก และมีรายงานด้วยว่ามีพ่อค้าบางคนนำมาขายให้คนที่ชอบเลี้ยงสัตว์แปลก โดยไม่รู้ว่าเป็นสัตว์ที่มีพิษร้ายแรง และเชื่อว่าขณะนี้แมงมุมดังกล่าวได้ขยายพันธุ์กระจายไปยังชุมชนต่างๆ รอบๆ ปากแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำแม่กลอง และอ่าวไทยตอนบนแล้ว เบื้องต้นได้รับรายงานว่า เจอแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาลชุกชุมที่ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม 

         อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการว่า มีผู้เสียชีวิตจากการถูกแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาล แต่มีรายงานการถูกกัดแล้วจากหลายพื้นที่ 

วันพุธที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ร้านขายหนังสือ 20 แห่งที่สวยแบบสุดๆ จากทั่วทุกมุมโลก

1. Selexyz Bookstore, Maastricht, Holland
bs1
ร้านหนังสือแห่งนี้ สร้างมาจากโบสถ์เก่าทิ้งร้าง ทำให้รู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก

2. The Bookàbar Bookshop, Rome, Italy
bs2
การออกแบบที่ทันสมัยที่สุด ​​ของบริษัทที่ดีที่สุด ทำให้การจัดเก็บหนังสือเป็นที่สุดเช่นเดียวกัน

3. Plural Bookshop, Bratislava, Slovakia
bs3
เรารักร้านแห่งนี้ก็เพราะบันได และจอแสดงผลที่ชั้นหนังสือติดผนัง (เรียบง่ายแถมยังสะอาดอีก)

4. Livraria Lello, Porto, Portugal
bs4
ร้านหนังสือในแบบสถาปัตยกรรมแบบ นีโอโกธิค เปิดในปี 1906 นิยามที่ดีที่สุดของที่นี่ คือบันไดแห่งสวรรค์

5. Cook & Book, Brussels, Belgium
bs5
ร้านหนังสือนี้ออกแบบได้แปลกแหวกแนวเสียจริงๆ

6. Bookworm, Beijing, China
bs6
ความมหัศจรรย์ในอากาศ ร้านหนังสือภาษาอังกฤษในกรุงปักกิ่ง

7. Librería El Ateneo Grand Splendid, Buenos Aires, Argentina
bs7
มีทั้งโรงละคร ห้องพักสำหรับการอ่าน แถมยังต้อนรับนักท่องเที่ยวนับพันคนต่อปี

8. Poplar Kid’s Republic, Beijing, China
bs8
ร้านหนังสือน่ารักๆ เหมาะที่สุดที่จะให้เด็กๆมานั่งอ่านหนังสือ

9. Livraria da Vila, Sao Paulo, Brazil
bs9
ร้านหนังสือที่ดูเหมือนว่าจะทำเกือบทั้งหมดออกมาจากหนังสือ ประตูด้านหน้ายังทำจากหนังสือ

10. Cafebreria El Pendulo, Mexico City, Mexico
bs10
สำหรับผู้ที่ต้องการพื้นที่สีเขียว (และร้านกาแฟ) ในร้านหนังสือ

11. Shakespeare & Company, Paris, Franc
bs11
สร้างความประทับใจด้วยสถาปัตยกรรมที่ดึงความงามของหนังสือออกมา แถมจุดเด่นอีกอย่างคือทางเดินที่แคบได้ใจ

12. Los Angeles, CA
bs12
พื้นที่ขนาดใหญ่เพดานสูงและเสาโอฬารให้ประสบการณ์การอ่านที่แสนวิเศษ

13. Atlantis Books, Santorini, Greece
bs13
สำหรับชาวเรือและผู้อ่านบริเวณชายหาด ร้านหนังสือเล็กๆ แต่น่ารักแห่งนี้ พร้อมเปิดรับทุกคนเสมอ

14. Bart’s Books, Ojai, California
bs14
ร้านหนังสือกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก

15. Corso Como Bookshop, Milan, Italy
bs15
ร้านหนังสือที่ซับซ้อนขนาดใหญ่ ที่ทุ่มเทให้กับศิลปะและการออกแบบอย่างจริงจัง

16. Barter Books, Alnwick, UK
bs16
จุดเด่นของที่นี่อยู่ที่เพดานโค้ง และไฟตกแต่ง ขอบอกว่าลงตัวสุดๆ

17. The American Book Center, Amsterdam, the Netherlands
bs17
ออกแบบสวยงามมีรูปร่างชวนแปลกใจ สร้างอย่างชาญฉลาด มีต้นไม้ตัดผ่านอยู่ในร้านด้วย

18. VVG Something, Taipei, Taiwan
bs18
ห้องสมุดแห่งนี้เต็มไปด้วยความคลาสสิก เป็นร้านเล็กๆแต่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บนเรือยังไงยังงั้น

19. Ler Devagar, Lisbon, Portugal
bs19
ร้านนี้มีทีเด็ดที่จักรยานบินและหนังสือที่เพดาน

20. Daikanyama T-Site, Tokyo, Japan
bs20
ร้านขายหนังสือที่ออกแบบได้ทันสมัยบวกกับการจัดเก็บที่สะอาดสะอ้าน เสน่ห์อีกอย่างอยู่ที่แสงและกระจก

วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2557

วัดไข้ด้วยปรอท

                                        วัดไข้ด้วยปรอท
โดยทั่วไปแล้วเมื่อร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงจากเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย อาการแสดงที่เราพบได้บ่อยในระยะแรก  คือการมีไข้ ตามปกติอุณหภูมิของร่างกายเราจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ในช่วงระหว่าง 36-37 องศาเซลเซียส หรือมากกว่าไม่เกิน37.5 องศาเซลเซียส ถ้าสูงกว่านี้ถือว่ามีไข้ เครื่องมือที่ใชัวัดไข้เราเรียกว่า เทอร์โมมิเตอร์ หรือ ปรอท นั่นเอง
การวัดปรอทด้วยตัวเองคุณสามารถทำได้:การวัดปรอทให้ถูกวิธีขั้นตอนสำคัญคือ ก่อนวัดไข้คุณตัองสลัดปรอทให้อยู่ต่ำกว่า35องศาเซลเซียส ถือปรอทไว้ตามยาวระดับสายตา หันหนัาไปทางด้านที่มีแสงสว่างพลิกปรอทเล็กน้อยอ่านค่าสีเงินวาวบนลำปรอท
   - การวัดปรอททางปาก ให้อมปรอทไว้ใต้ลิ้นปิดปากให้สนิททิ้งไว้นาน 1-2นาที ไม่ควรวัดปรอทหลังดื่อน้ำร้อนหรือน้ำเย็นใหม่ๆ ต้องรออย่างน้อย15นาทีก่อนวัด ไม่นิยมวัดในเด็ก
   -การวัดปรอททางทวารหนัก มักใชัในเด็กเล็กหรือทารกแรกเกิด ให้นำปรอทที่หลีอลื่นด้วยเจลแล้วสอดเข้าทาวทวารหนักลึกประมาณ 1-2 เซนติเมตร โดยใช้มือซ้ายจับขาเด็กทั้งสองข้างไว้มือขวาจับปรอท วัดนาน 1-2 นาที
   -การวัดปรอททางรักแร้ กระเปาะปรอทต้องอยู่ด้านในกลางรักแร้ หุบรักแร้ให้สนิทโดยหนีบให้เฝแน่นนาน3-5นาที และบวกเพิ่มอีก0.5องศาเซลเซียส
นอกจากนี้ผู้ป่วยบางครั้งอาจมีอาการปวดศีรษะ ปวดตามตัว หนาวสั่น อ่อนเพลีย 
ซึม ในเด็กที่อายุต่ำกว่า6ปี อาจมีอาการชักได้เมื่อมีไข้สูงใบหน้า ลำตัวแดงผิดปกติ เป็นจุดแดงใต้ผิวหนังมักเรียกว่า ส่าไข้

วันอังคารที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2557

Glasgow

              กลาสโกว์

กลาสโกว์ (อังกฤษ: Glasgow ; แกลิค: Glaschu ; สก็อต: Glesca หรือ Glasgae) เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของสกอตแลนด์ ตั้งอยู่บนแม่น้ำไคลด์ ชาวกลาสโกว์รู้จักกันในชื่อ กลาสวีเจียนส์(Glaswegians) นอกจากนี้กลาสวีเจียนส์ยังเป็นชื่อสำเนียงท้องถิ่นอีกด้วย ซึ่งนิยมเรียกกันว่า "Glasgow Patter"

เมืองกลาสโกว์นั้นถือเป็นเมืองใหญ่ในสหราชอาณาจักรที่มีความเจริญรุ่งเรืองและล้ำหน้ามากที่สุดเมืองหนึ่ง ตั้งแต่ในศตวรรษที่ 16 เมืองกลาสโกว์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากการเป็นเมืองท่าใหญ่ของมหาสมุทรแอตแลนติก จากนั้นในศตวรรษที่ 19 อุตสาหกรรมเหล็ก การต่อเรือ และยานยนต์ได้เติบโตขึ้นจนเป็นผลทำให้ผู้คนหลั่งไหลเข้ามา ในที่สุด กลาสโกว์กลายเป็นเมืองที่สามของยุโรปที่มีจำนวนประชากรเกินหนึ่งล้านคน รองจากลอนดอนและปารีส และกลายเป็นเมืองสำคัญอันดับสองของสหราชอาณาจักรรองจากลอนดอน

ในปัจจุบัน เมืองกลาสโกว์ยังคงความเป็นศูนย์กลางการค้า ขายปลีก วิศวกรรม และอุตสาหกรรมต่อเรือ ของสก็อตแลนด์ นอกจากนั้นทางด้านต่างๆเช่นการเงินการธนาคาร กลาสโกว์เป็นเมืองทางการเงิน (Financial Centre) ที่ใหญ่เป็นอันดับสามของ UK โดยมี International Financial District (IFSD) ที่เป็นที่ตั้งของบริษัทเงินทุนและธนาคารมากมาย ยกตัวอย่างเช่น 8 ใน 10 แห่งของบริษัทประกันภัยใน UK มีสำนักงานตั้งอยู่ในเมืองกลาสโกว์ บริษัททางการเงินขนาดใหญ่ของโลกเช่น เจพี มอร์แกน แบงค์บาร์เคล และมอร์แกน สแตนเลย์ ต่างก็มีสาขาตั้งอยู่ในบริเวณนี้

กลาสโกว์ยังเป็นอีกเมืองหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากนักท่องเที่ยว ทั้งนี้เนื่องจากความหลากหลายของกิจกรรมที่สามารถหาทำได้ในเมืองใหญ่แห่งนี้ เช่น ช้อบปิ้ง sightseeing งานเทศกาล พิพิธภัณฑ์ ดูหนังฟังเพลง ด้วยความสวยงามของสถาปัตยกรรมบวกกับการที่มีศิลปินมากมายทำให้ในปี 1990 เมืองแห่งนี้ได้รับการยกย่องให้เป็น เมืองแห่งสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมของยุโรป (Europe’s City of Architecture & Culture) แหล่ง ช็อบปิ้งในกลาสโกว์นั้นมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ เมืองกลาสโกว์มีมหาวิทยาลัยสามแห่ง ประกอบไปด้วย มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ มหาวิทยาลัยสแตรธไคลด์ และ มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ คาเลโดเนียน

Striling

                       Striling
สเตอร์ลิง
Striling
      Stirlingcastle.jpg
                    ปราสาทสเตอร์ลิง
      Stirlingmap1945.png
               แผนที่ตัวเมืองสเตอร์ลิง
บะระห์ (อดีต); รอยัลบะระห์ (อดีต); นคร
แขวงการปกครองสเตอร์ลิงและปริมณฑล
เมืองผู้แทนสเตอร์ลิงและฟอล์คเคิร์ค
ประชากร41,243 คน
เว็บไซต์http://www.Stirling.gov.uk/
พิกัดภูมิศาสตร์56°7′2″N 3°56′23″W / 56.11722°N 3.93972°W
เมืองในสกอตแลนด์ - เมืองในสหราชอาณาจักร
ระดับการปกครองของสกอตแลนด์

สเตอร์ลิง (ภาษาอังกฤษ: Stirling; ภาษาเคลลิคสกอตแลนด์: Sruighlea; ภาษาสกอตแลนด์: Stirlin) เป็นบะระห์โบราณ ที่ตั้งอยู่ในแขวงการปกครองสเตอร์ลิงและปริมณฑลในมณฑลผู้บริหารแทนพระองค์สเตอร์ลิงและฟอล์คเคิร์คในสกอตแลนด์ ตัวสเตอร์ลิงตั้งอยู่รอบปราสาทสเตอร์ลิงและเมืองโบราณจากยุคกลาง จากการสำรวจสำมโนประขากรใน ค.ศ. 2001 สเตอร์ลิงมีประชากรทั้งหมดประมาณ 41,243 คน สเตอร์ลิงเป็นศูนย์กลางของรัฐบาลท้องถิ่น, การศึกษา, การค้าขาย และการอุตสาหกรรมขนาดเบา

สเตอร์ลิงเป็นที่มั่นหลักแห่งหนึ่งของราชอาณาจักรสกอตแลนด์ และได้รับก่อตั้งให้เป็นรอยัลบะระห์(Royal burgh) โดยพระเจ้าเดวิดที่ 1 แห่งสกอตแลนด์ ในปี ค.ศ. 1130 และอยู่ในฐานะนั้นจนปี ค.ศ. 1975 เมื่อ, when the county ofมณฑลสเตอร์ลิงเชอร์ถูกรวมเข้ากับภาคกลาง ในปี ค.ศ. 2002 ในวโรกาสที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักรทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พระองค์พระราชทานฐานะของสเตอร์ลิงให้เป็น “นคร”

เมืองสเตอร์ลิงเป็นเมืองหลวงเก่าของสก็อตแลนด์ซึ่งตั้งอยู่ล้อมรอบปราสาทสเตอร์ลิง พื้นที่นี้เป็นจุดเชื่อมระหว่าง Highland และ Lowland ของสก็อตแลนด์ ทำให้เมืองสเตอร์ลิงในสมัยก่อนนั้นถูกใช้เป็นเมืองศูนย์กลางการค้าขายของคนในประเทศ และถูกเรียกว่า Market Town โดยมีเกษตรกรรมและการค้าขายปลีกเป็นธุรกิจหลักของคนในเมือง

เมืองสเตอร์ลิงเป็นเมืองที่มีการขยายขนาดอย่างรวดเร็ว โดยเมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลของสก็อตแลนด์ได้มีการลงทุนสร้าง Business Park ที่มีมูลค่า 140 ล้านปอนด์ โดยภายในประกอบด้วยบริษัทต่างๆ แหล่งช้อบปิ้ง ศูนย์ศิลปะและ สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆมากมาย นอกจากจำนวนประชากรจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ว จำนวนผู้มาเยือนเมืองสเตอร์ลิงในแต่ละปียังเพิ่งขึ้นมากอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากปีที่ผ่านมา สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นจุดเด่นของเมืองอย่าง ปราสาทสเตอร์ลิง มีผู้มาเยี่ยมชมถึงปีละ 4 แสนคน[1]


Scotland

                         Scotland

สกอตแลนด์ (อังกฤษ: Scotland; แกลิกสกอตแลนด์: Alba) เป็นชาติทางตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปยุโรป และเป็นหนึ่งในชาติสมาชิกของสหราชอาณาจักร มีพื้นที่ครอบคลุม 1 ใน 3 ทางตอนเหนือของเกาะบริเตนใหญ่ มีพรมแดนตอนใต้ร่วมกับอังกฤษ ด้านตะวันออกติดทะเลเหนือ ด้านตะวันตกติดมหาสมุทรแอตแลนติก เมืองหลวงคือเอดินบะระ ส่วนเมืองที่มีประชากรมากที่สุดคือกลาสโกว์

สกอตแลนด์มีขนาดประชากรเพียงหนึ่งในสามและประชากรเพียงหนึ่งในสิบของสหราชอาณาจักร แต่มีเมืองที่เป็นศูนย์กลางทางการเงินและการท่องเที่ยวอันดับสองและสามของสหราชอาณาจักร คือเอดินบะระและกลาสโกว์ รวมไปถึงเมืองที่เป็นศูนย์กลางการค้าน้ำมันของยุโรปคือแอเบอร์ดีน โดยเป็นจุดเชื่อมต่อกับทะเลเหนือ เมืองสำคัญอื่น ๆ ของสกอตแลนด์ได้แก่ เมืองดันดีที่เป็นเมืองทางด้านเทคโนโลยีที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป เมืองสเตอร์ลิงที่เป็นเมืองหลวงเก่าของสกอตแลนด์ และมีเขตที่สูงที่เป็นดินแดนทะเลสาบภูเขาอันกว้างใหญ่ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยที่สุดในสหราชอาณาจักร

เดิมราชอาณาจักรสกอตแลนด์เป็นประเทศอิสระที่ไม่ขึ้นกับประเทศอังกฤษ จนเมื่อปี ค.ศ. 1603 ที่พระเจ้าเจมส์ที่ 6 แห่งสกอตแลนด์ ได้ขึ้นครองบัลลังก์กษัตริย์แห่งประเทศอังกฤษโดยทรงใช้พระนามว่า พระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ จึงมีผลให้ทั้งสองประเทศมีกษัตริย์ปกครององค์เดียวกัน เรียกว่า Union of the Crowns อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของทั้งสองยังคงแยกจากกันอยู่จนกระทั่งวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1707 อังกฤษและสกอตแลนด์ได้รวมตัวกันด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ ตามพระราชบัญญัติสหภาพ ค.ศ. 1707 มีผลให้รวมกับราชอาณาจักรอังกฤษ และกลายเป็นราชอาณาจักรบริเตนใหญ่

ในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 17 ราวปี ค.ศ. 1740-1800 สกอตแลนด์มีความก้าวหน้ามากในเรื่องการศึกษาวิชาการ มีนักคิดและนักปรัชญาคนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้มากมาย จนมีการเรียกขานช่วงเวลานี้ว่า ยุคเรืองปัญญาแห่งสกอตแลนด์(Scottish Enlightenment) ตัวอย่างของนักคิดคนสำคัญในช่วงนี้ได้แก่ เดวิด ฮูม นักปรัชญาชื่อดัง และอดัม สมิธ บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์ โดยมีศูนย์กลางที่สำคัญคือเมืองเอดินบะระและมหาวิทยาลัยเอดินบะระ

ถนนบูคานัน กลาสโกว์ สกอตแลนด์

หลังจากยุคเรืองปัญญา สกอตแลนด์มีการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับจำนวนประชากร ผลงานการประดิษฐ์และคิดค้นของชาวสกอตในยุคนี้โดดเด่นกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างเห็นได้ชัด นับตั้งแต่การคิดค้นทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกซ์เวล การค้นคว้าทางด้านอุณหพลศาสตร์ของลอร์ดเคลวินและแรงคิน และการพัฒนาเครื่องจักรไอน้ำของเจมส์ วัตต์ ซึ่งเป็นแรงกระตุ้นสำคัญให้สหราชอาณาจักรเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมและกลายเป็นเจ้าอาณานิคมในเวลาต่อมา ผลงานประดิษฐ์โทรศัพท์ โทรทัศน์ เรดาร์ การคิดค้นยาปฏิชีวนะ การพัฒนาเทคนิคการผ่าตัดสมัยใหม่ นอกจากนี้ ชาวสกอตยังมีชื่อเสียงด้านการเงินและการธนาคาร โดยมีการคิดค้นนวัตกรรมทางการเงินและการธนาคารต่าง ๆ อาทิ ตู้เอทีเอ็ม การเบิกเงินเกินบัญชี (overdraft) และการนำระบบทศนิยมมาใช้ในการธนาคาร ชาวสกอตยังเป็นผู้ก่อตั้งธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรปหลายแห่ง เช่นHSBC และ RBS ซึ่งเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 1 และ 2 ของยุโรป รวมไปถึงการริเริ่มก่อตั้งBank of England ด้วย