การผจญภัยของตินติน หรือ ตินตินผจญภัย (ฝรั่งเศส: Les Aventures de Tintin;อังกฤษ: The Adventures of Tintin) เป็นหนังสือการ์ตูน แต่งโดยนักวาดการ์ตูนชาวเบลเยียม ชื่อ จอร์จ เรมี ในปี ค.ศ. 1926 โดยใช้นามปากกาว่า แอร์เช่ หนังสือการ์ตูนชุดนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในทวีปยุโรปช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้รับการแปลมากกว่า 80 ภาษา และยอดจำหน่ายกว่า 350 ล้านเล่มทั่วโลก เรื่องราวของตินตินได้รับการถ่ายทอดไว้ในหนังสือจำนวน 24 เล่ม นอกจากนี้ สตีเฟน สปีลเบิร์ก และปีเตอร์ แจ็กสันกำลังสร้างเป็นภาพยนตร์แอนิเมชันไตรภาค
วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2558
Les Aventures de Tintin
การผจญภัยของตินติน หรือ ตินตินผจญภัย (ฝรั่งเศส: Les Aventures de Tintin;อังกฤษ: The Adventures of Tintin) เป็นหนังสือการ์ตูน แต่งโดยนักวาดการ์ตูนชาวเบลเยียม ชื่อ จอร์จ เรมี ในปี ค.ศ. 1926 โดยใช้นามปากกาว่า แอร์เช่ หนังสือการ์ตูนชุดนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในทวีปยุโรปช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้รับการแปลมากกว่า 80 ภาษา และยอดจำหน่ายกว่า 350 ล้านเล่มทั่วโลก เรื่องราวของตินตินได้รับการถ่ายทอดไว้ในหนังสือจำนวน 24 เล่ม นอกจากนี้ สตีเฟน สปีลเบิร์ก และปีเตอร์ แจ็กสันกำลังสร้างเป็นภาพยนตร์แอนิเมชันไตรภาค
Bateaux Mouches
- บาโต มูช คือการล่องเรือเพื่อเที่ยวชมเมืองปารีส ของฝรั่งเศส ซึ่งจะล่องน้ำไปตามแม่น้ำแซนเพื่อชมเมืองปารีสโดยรอบ คำว่า บาโต มูช ( Bateaux Mouches ) นั้นเป็นคำที่มาจากชื่อเครื่องหมายทางการค่า ของ คอมปานี เดส บาโต มูช ( Compagnie des Bateaux Mouches ) ซึ่งเป็นผู้ที่ในการบริการล่องเรือในกรุงปารีส คำว่า บาโต มูช ในภาษาฝรั่งเศสแปลว่า เรือแมลงวัน ซึ่งเป็นการใช้คำที่เข้าใจผิด อันที่จริงแล้ว เป็นการนำคำมาจากสถานที่ที่สร้างเรือ คือ บริเวร ย่านมูช ( Mouche ) ใน เมืองริยง ( Lyon )
- เรือที่นำเที่ยวนี้เป็นที่นิยมมากใน ปารีส เรือมีที่นั้งเยอะและจะมีบริเวณที่เปิดและปิดหลังคาให้เลือกนั่งได้ ใช้เวลาในการชมเมืองประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งหลายๆ บริษัทมีการให้บริการอาหารกลางวัน รวมไปถึงอาหารเย็นบนเรืออีกด้วย
- เนื่องจากแม่น้ำแซนตั้งอยู่ใจกลางเมืองใหญ่อย่าง ปารีส ทำให้การล่องเรือไปตามแม่น้ำนั้นได้พบกับสถานที่ที่สวยงามมากมายที่อยู่ในปารีส เช่น หอไอเฟล, มหาวิหารนอร์ทเทอดาม, สะพานอเล็กซานเดอร์ที่ 3 และ พิพิธภัณฑ์ลูฟ เป็นต้น ดังนั้น การมาล่องเรือ บาโต มูช เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งสำหรับคนที่มาเที่ยวฝรั่งเศส จะต้องแวะเวียนมา
อุยกูร์คือใคร?-เหตุใดจีนใช้ทหารราว 1 แสนคุม “ซินเจียง” ไม่ยอมปล่อย!
นักรัฐศาสตร์ มธ.ชี้ประวัติศาสตร์อุยกูร์ พร้อมเผยเหตุทำไมจีนต้องใช้ทหารราว 1 แสนคนคุมดินแดน ไม่ยอมปล่อยซินเจียงแบ่งแยก โดยจีนได้ตั้ง Core National Interest ไม่ยอมสูญเสียไต้หวัน ทิเบต และทะเลจีนใต้ ด้วย
อุยกูร์คือใคร?
ปัจจุบัน จีนแบ่งการปกครองออกเป็น มณฑล (23 มณฑลรวมไต้หวัน) เขตปกครองตนเอง (5 เขต) เทศบาลนคร (4 เขต) และเขตบริหารพิเศษ (2 เขต) สำหรับซินเจียงอุยกูร์ อยู่ในรูปแบบการปกครองแบบเขตปกครองตนเอง ใน 5 เขต ได้แก่ เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน เขตปกครองตนเองหนิงเซีย เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ และเขตปกครองตนเองทิเบต เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์เป็นเขตที่ใหญ่ที่สุดในเขตปกครองตนเองทั้ง 5 เขต ศ.ดร.สุรชัย ศิริไกร อาจารย์สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์กับ "ทีม New Media PPTV HD" ว่า ชาวอุยกูร์ที่จริงเป็นชาวเชื้อสายตุรกีเก่า อาศัยอยู่ที่เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์มาเป็นเวลานาน ร่วมกับชนเผ่าอื่นๆ อีก 10 กว่าเผ่า แต่เผ่าอุยกูร์เป็นชนเผ่าที่ใหญ่ที่สุด ที่ผ่านมา มีรายงานว่าความที่ชาวอุยกูร์เป็นชนเผ่าขนาดใหญ่ จึงมีคนบางกลุ่มต้องการแบ่งแยกดินแดน โดยมีความคิดที่จะตั้งสาธารณรัฐ เคอร์ดิสถาน อุซเบกิสถานตะวันออก และมีการไปตั้งเป็นขบวนการลับอยู่ในตุรกี "ขบวนการนี้มีมานานแล้ว เป็นสิบๆปี แต่เริ่มมาตื่นตัวในช่วงที่มีการปฎิวัติมุสลิม ภายในยุคหลังที่โซเวียตล่มสลาย อย่างที่เห็นได้ชัดเลยคือ พวกชนเผ่าทั้งหลายของรัสเซียที่คิดแบ่งแยกดินแดน โดยเฉพาะใน เอเชียกลาง ก็ออกมาเป็นรัฐอิสระหมด บรรดาประเทศอาหรับทั้งหลาย ก็ไม่แปลกที่ซินเจียงจะอยากออกมาเป็นอิสระเช่นกัน จีนจึงจำเป็นต้องมีทหารราวๆ 1 แสนคน ดูแลดินแดนเหล่านี้ เหมือนกับที่ทิเบตที่จีนจัดวางกองกำลังทหารราว 1 แสนคนเพื่อดูแล ป้องกันการแบ่งแยกดินแดน" ศ.ดร.สุรชัย กล่าว 3 ชนวนสำคัญซินเจียงลุกฮือแบ่งแยกประเทศ ได้แก่ ช่วงการปฏิวัติมุสลิมขึ้นในอิหร่าน 1979 กระแสเรื่องการล่มสลายของรัสเซีย และเมื่อกลุ่มไอเอสต้องการตั้งรัฐอิสลาม รวมถึงความไม่พอใจจีนที่พยายามผลักดันชาวฮั่นมาอยู่ในซินเจียงและบังคับให้ทุกคนเรียนภาษาจีน
ทำไมจีนถึงไม่ยอมปล่อยซินเจียง?
ศ.ดร.สุรชัย กล่าวว่า เหตุผลสำคัญที่จีนไม่ยอมให้เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูย์แบ่งแยกดินแดนที่สำคัญคือ สถานที่ตั้งเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์นั้นเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ คือเป็นทั้งเส้นทางสายไหมเก่าเชื่อมไปถึงรัสเซีย, อยู่ในการปกครองของจีนมานานกว่า 2,000 ปี และยังมีพื้นที่ขนาดใหญ่ คือมีพื้นที่ 1 ใน 6 ของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ด้วยเหตุนี้จีนให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในเขตปกครองพิเศษซินเจียงอุยกูร์ ทำให้ขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่อยู่ในซินเจียงทำงานกันอย่างยากลำบาก จึงต้องออกไปจัดตั้งขบวนการในตุรกี "แน่นอนว่าไม่มีรัฐบาลจีนชุดไหนยอม และไม่มีประเทศไหนกล้าเข้าไปแทรกแซง นอกจากบางประเทศที่ต้องการปลุกระดมให้คนเหล่านี้ลุกฮือขึ้นมาต่อต้าน" ศ.ดร.สุรชัย กล่าว ศ.ดร.สุรชัย เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาจีนมีความเป็นห่วงกังวลกรณีมีกลุ่มชาวอุยกูร์หลายร้อยคนไปร่วมกับพวก ไอเอสในอิรัก ในซีเรีย ซึ่งถือเป็นการฝึกอาวุธ เป็นการทำสงคราม และสร้างเครือข่ายสัมพันธ์ อาจจะมีคนเข้าร่วมถึงหลักพันคนก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่จีนหวาดระแวงมาก ว่าจะเกิดการก่อเหตุรุนแรงในจีนได้ เพราะฉะนั้นจีนกับรัสเซียจึงร่วมมือกันตั้งองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) เพื่อต่อต้านผู้ก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงแต่ซินเจียงอุยกูร์ แต่จีนได้ตั้ง Core National Interest ไม่ยอมสูญเสียไต้หวัน ทิเบต และทะเลจีนใต้ ด้วย
วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2558
วัฒนธรรมไอริช
วัฒนธรรมไอริช
วัฒนธรรมไอริช
ประเทศไอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีความเป็นเอกลักษณ์อย่างมาก และด้วยประเพณีวัฒนธรรมทางประวัติศาสตร์อันมั่งคั่งนี้ทำให้ที่นี่มีเสน่ห์เป็นที่ดึงดูดความสนใจเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม ดังนั้นหากคุณเรียนอยู่ในเมืองใหญ่อย่างดับลิน คุณจะพบว่าที่นี่มีจำนวนของนักท่องเที่ยวและชาวเมืองที่เท่าๆกัน ในฐานะนักศึกษานานาชาติในไอร์แลนด์ คุณจะได้มีโอกาสสัมผัสกับวงการดนตรีไอริช ประเพณีการเล่าเรื่องอันเก่าแก่ อาหารอันอุดมสมบูรณ์ วัฒนธรรมเกลิค และเพลิดเพลินไปกับความหลากหลายของภูมิประเทศและความเขียวชอุ่ม
ดนตรีไอริชชาวไอริชหลงใหลในดนตรี คุณจะมีโอกาสได้ฟังดนตรีที่หลากหลายรูปแบบในช่วงที่เรียนอยู่ในไอร์แลนด์ ไม่ต้องแปลกใจหากคุณจะได้พบกับการแสดงดนตรีสดมากมายในผับที่ซึ่งดนตรีแบบดั้งเดิมยังคงมีชีวิตชีวาและได้รับการอนุรักษ์ไว้
ประเทศไอร์แลนด์เป็นแหล่งกำเนิดของศิลปินดนตรีและศิลปินสร้างสรรค์มากมาย อาทิเช่น วง U2, The Dubliners, Van Morrison, The Pogues, Damien Rice และ The Chieftains คุณจะได้สัมผัสกับสไตล์ดนตรีไอริชอันหลากหลายในเวทีการแสดงดนตรีทั่วประเทศ หากคุณชื่นชอบดนตรี ประเทศไอร์แลนด์คือสถานที่อันยอดเยี่ยมที่รอให้คุณได้สัมผัสกับกิจกรรมทางสังคมของนักศึกษา
ภูมิประเทศของไอร์แลนด์สาธารณรัฐไอร์แลนด์ได้รับการขนานนามว่า Emerald Isle เนื่องจากเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงในด้านทัศนียภาพอันงดงามและเทือกเขาเขียวชอุ่ม ไม่ว่าจะเป็น Cliffs of Moher ใน County Clare จนถึง Ring of Kerry ใน Iveragh Peninsula ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะสำหรับการปลีกตัวจากชีวิตในเมืองใหญ่ หากคุณเลือกเรียนในเมืองใหญ่เมืองหนึ่งของไอร์แลนด์ คุณก็สามารถใช้บริการทัวร์หรือเดินทางไปยังเขตชนบทรอบเมืองในวันหยุดสุดสัปดาห์ นอกจากนี้ไอร์แลนด์ยังมีชายหาดที่สวยงามที่สุดประเทศหนึ่งในทวีปยุโรปด้วย
ความคิดสร้างสรรค์ของชาวไอริช
อิทธิพลของตำนานปรัมปรา บทกวีและการเล่าเรื่องของชาวเซลติคได้ซึมซับอยู่ในวัฒนธรรมของชาวไอริชและมีส่วนสำคัญในการสร้างคุณูปการให้แก่วงการวรรณกรรมของโลก ประเทศไอร์แลนด์ได้ผลิตปรมาจารย์ด้านวรรณกรรมชั้นยอดของโลกหลายท่าน อาทิเช่น Yeats, George Bernard Shaw, Beckett, James Joyce และนักกวี Seamus Heaney
อิทธิพลของตำนานปรัมปรา บทกวีและการเล่าเรื่องของชาวเซลติคได้ซึมซับอยู่ในวัฒนธรรมของชาวไอริชและมีส่วนสำคัญในการสร้างคุณูปการให้แก่วงการวรรณกรรมของโลก ประเทศไอร์แลนด์ได้ผลิตปรมาจารย์ด้านวรรณกรรมชั้นยอดของโลกหลายท่าน อาทิเช่น Yeats, George Bernard Shaw, Beckett, James Joyce และนักกวี Seamus Heaney
เมืองใหญ่ของไอร์แลนด์
เขตเมืองใหญ่ของไอร์แลนด์แต่ละแห่งจะมีลักษณะเฉพาะของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเสน่ห์อันมีชีวิตชีวาของเมือง Dublin ที่มีบาร์ ภัตตาคารและร้านค้าบูติคแปลกแวกแนวมากมาย จนถึงเมือง Galway ที่มีงานเทศกาลและอาหารมากมายให้เพลิดเพลิน เมืองใหญ่ของประเทศไอร์แลนด์มีความเป็นสากลและคึกคักไปด้วยชีวิตยามค่ำคืนอันหลากหลายรวมถึงความเป็นกันเองที่หาได้ยากจากเมืองใหญ่แห่งอื่นของโลก
เขตเมืองใหญ่ของไอร์แลนด์แต่ละแห่งจะมีลักษณะเฉพาะของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเสน่ห์อันมีชีวิตชีวาของเมือง Dublin ที่มีบาร์ ภัตตาคารและร้านค้าบูติคแปลกแวกแนวมากมาย จนถึงเมือง Galway ที่มีงานเทศกาลและอาหารมากมายให้เพลิดเพลิน เมืองใหญ่ของประเทศไอร์แลนด์มีความเป็นสากลและคึกคักไปด้วยชีวิตยามค่ำคืนอันหลากหลายรวมถึงความเป็นกันเองที่หาได้ยากจากเมืองใหญ่แห่งอื่นของโลก
เปิดประวัติ Afternoon Tea ธรรมเนียมจิบน้ำชายามบ่ายของชาวอังกฤษ
เปิดประวัติ Afternoon Tea ธรรมเนียมจิบ น้ำชายามบ่ายของชาวอังกฤษ
Afternoon Tea หรือการจิบน้ำชายามบ่ายของชาวอังกฤษ เป็นธรรมเนียมที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เนื่องด้วยชาวอังกฤษเป็นประเทศที่ดื่มชากันมาก และบางครั้งหลายคนก็เคยได้ร่วมวงจิบน้ำชายามบ่ายกับเขาด้วยเหมือนกัน ตามโรงแรมชั้นนำก็มักมีบริการนี้อยู่ด้วย แต่ก็แอบไม่รู้ที่มาที่ไปของประเพณีชาวเมืองผู้ดีอังกฤษนี้ ถ้าอย่างนั้นเรามารู้จักประเพณีจิบน้ำชายามบ่ายเอาไว้ประดับความรู้กันดีกว่าเนอะ
สมัยปลายศตวรรษที่ 18 ชาวอังกฤษนิยมรับประทานอาหารกันแค่ 2 มื้อหลัก ๆ คือ มื้อเช้าและมื้อเย็น พอตกบ่ายก็เลยเกิดความหิวขึ้นมาเป็นปกติ จนในที่สุดเลดี้แอนนา มาเรีย (Anna Maria, the Duchess of Bedford) ดัชเชสของเบดฟอร์ด ก็เลยสั่งให้นางสนมรับใช้จัดชาและของว่างเบา ๆ อย่างสโคนกับครีม คุกกี้ชิ้นเล็ก ๆ และแซนด์วิชชิ้นพอดีคำ จัดมารับประทานแก้หิว แถมยังได้เชิญชวนเหล่าขุนนางอังกฤษมาร่วมจิบน้ำชา และพูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสารกันด้วย และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การจิบน้ำชายามบ่ายพร้อมของว่างชิ้นเล็ก ๆ ขนาดพอดีคำก็กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชาวอังกฤษมาจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้สมัยก่อนชาวอังกฤษยังนิยมดื่มชาเคล้ามื้ออาหารกันด้วย โดยหลังมื้ออาหารหลักตอนเช้า สักประมาณ 11.00 น. สาวใช้ก็จะยกชามาเสิร์ฟเพื่อเพิ่มความสดชื่นให้แก่ขุนนาง ซึ่งการจิบชาช่วงนี้จะเรียกว่า Elevenes Tea ต่อมาก็เป็น Afternoon Tea หรือที่เรียกกันว่า Low Tea เพราะจัดวางบนโต๊ะทรงเตี้ย ส่วนชายามบ่ายจะจัดเสิร์ฟกับขนมว่างพอดีคำในช่วง 15.00-17.00 น. และมื้อสุดท้ายจะเรียกว่า High Tea เป็นช่วงเวลาการจิบชาหลังมื้อเย็นในช่วงเวลาประมาณ 19.00-20.00 น. โดยจะเสิร์ฟชาบนโต๊ะอาหารทรงสูง
ส่วนเหตุผลที่ชาวอังกฤษนิยมดื่มชากันมากขนาดนี้ก็เพื่อผ่อนคลายร่างกาย ให้นอนหลับสบายมากขึ้นนั่นเองจ้า และนี่เองก็คือที่มาของธรรมเนียมการจิบน้ำชายามบ่าย น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว
St. Patrick’s Day
วันนักบุญแพทริค St. Patrick’s Day

วันที่ 17 มีนาคม เป็นวันนักบุญแพทริค (Saint Patrick’s Day) วันสำคัญนี้มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศไอร์แลนด์ (Ireland)
สัญลักษณ์ของประเทศไอร์แลนด์คือใบชามร๊อค (Shamrock) หรือใบโคลเวอร์สามกลีบค่ะ หลายคนเชื่อว่าใบชามร๊อคเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดี
St. Patrick คือใคร?
แม้จะไม่มีประวัติที่ชัดเจนอย่างแท้จริงเกี่ยวกับ St. Patric แต่มีหลายๆหลักฐานที่สนับสนุนว่า St.Patric เกิดที่ Scotland หรือ อีกที่ ที่อาจเป็นไปได้ คือ Wales ประเทศ อังกฤษ เมื่อราวๆปี คริสตศักราช 370 มีชื่อเดิมว่า Maewyn Succat Calpurnius และ Conchessa พ่อแม่ของ Maewyn Succat เป็นคนพื้นเมืองเชื้อสายสวิต ที่อาศัยอยู่ใน ประเทศอังกฤษ
แม้จะไม่มีประวัติที่ชัดเจนอย่างแท้จริงเกี่ยวกับ St. Patric แต่มีหลายๆหลักฐานที่สนับสนุนว่า St.Patric เกิดที่ Scotland หรือ อีกที่ ที่อาจเป็นไปได้ คือ Wales ประเทศ อังกฤษ เมื่อราวๆปี คริสตศักราช 370 มีชื่อเดิมว่า Maewyn Succat Calpurnius และ Conchessa พ่อแม่ของ Maewyn Succat เป็นคนพื้นเมืองเชื้อสายสวิต ที่อาศัยอยู่ใน ประเทศอังกฤษ
ในช่วงวัยรุ่น Maewyn ถูกลักพาตัวและส่งไปขายเป็น slavery ใน Ireland โดยถูกส่งตัวมารับใช้บาทหลวง ที่โบสถ์แห่งหนึ่ง ในช่วงเวลานั้นเอง Maewyn ได้เรียนรู้และเริ่มซึมซับเรื่องของศาสนา เค้าหลงไหลในการศึกษาศาสนา ในเวลานั้น Maewyn มีความตั้งใจว่า จะแล่นเรือออกไปนอก ไอร์แลนด์ หลังจากนั้นก็ได้ ล่องเรือไปตามชายฝั่งของ ไอร์แลนด์ เป็นระยะทางไกลถึง กว่า 100 ไมล์ จนมาถึงชายฝั่งของ ประเทศอังกฤษ
เมื่อมาถึง ประเทศอังกฤษแล้ว Maewyn ยังคงทำตามความตั้งใจของเขาต่อ ด้วยการ เผยแพร่ ปณิธานของเขา เค้าได้บอกเล่าเกี่ยวกับความฝันของเค้าเกี่ยวกับ ชายที่ชื่อ Victoricus ผู้ซึ่ง มาหาเค้าเมื่อตอนที่เค้ายังอยู่ที่ ไอร์แลนด์ พร้อมด้วยจดหมายฉบับหนึ่ง และนี่คือสิ่งที่ Maewyn เขียนไว้ในบันทึกของเค้า …
“เมื่อครั้งแรกที่ผมได้อ่านจดหมายฉบันนั้น ผมได้ยินเสียงร่ำไห้ในเวลาเดียวกัน เสียงนั้น ร้องว่า “เราทั้งสาม อยู่ตรงนี้ ได้โปรด เดินมาหาเราด้วย”
หลังจากนั้น Maewyn เดินทางไปเรื่อยๆ เพราะผู้คนใน ไอร์แลนด์ ยังไม่ค่อยยอมรับความเชื่อที่ว่านี้มากนัก เค้าเดินทางไปจนถึง ฝรั่งเศส และเได้บวชเป็นบาทหลวง จากนั้นจึงเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น Patrick (ความหมายใน ภาษาละติน แปลว่า บิดาของปวงชน) ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บาทหลวง Patrick ใช้ใบไม้ 3 ใบจากต้น แชมรอท (ต้นไม้ประจำชาติของไอร์แลนด์) เพื่อนำมาอธิบายคำสั่งสอน ให้กับชาวคริสเตียนถึงเรื่องส่วนประกอบ 3 องค์ คือ พระบิดา พระบุตรและ จิตวิญญาณ (ข้อมูลจาก http://www.yindii.com/)
ภายหลังจากการเสียชีวิตของ บาทหลวง Patrick ได้ถูกสถาปนา เป็น นักบุญ (โดยมีคำว่า Saint) นำหน้าเพื่อเป็นเกียรติืแก่เขา ดังนั้นเพื่อลำลึกถึง St.Patrick ผู้ซึ่งเป็นนักบวชสอนศาสนาชาว ไอร์แลนด์ ทุกๆวันที่ 17 มีนาคม ซึ่งเป็นวันครบรอบวันตายของ St.Patrick ในทุกๆปี จึงมีการจัดขบวนพาเหรด และ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีเขียว เปรียบเสมือนตัวแทนของต้น แชมรอท นั่นเอง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





