วันเสาร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2556

ขนมหวานเจี๊ยบ!!!!><

              10อันดับขนมหวานที่อร่อยที่สุด^^
เพื่อนๆคะปฏิเสธกันไม่ได้ใช่ไหมคะว่าไม่ชอบทานขนมหวานกันวันนี้เรามาเอาใจสาวกขนมหวามกันดีกว่าคะ
วันนี้ดิฉันมีอันดับขนมหวานที่อร่อยที่สุดมาฝากกันคะ 
ทนกันไม่ได้แล้วใช่ไหมล่ะ งั้นเราดูกันดีกว่าคะ 



1.ทีรามิสุ ( Tiramisu )
เค้กชื่อดังของอิตาลีทำขึ้นจากเล ดี้ฟิงเกอร์ราดเอสเปรสโซ่ สอดไส้ด้วยมาสคาร์โปนชีสและซาบากลิออเน ลือกันว่าทีรามิสุมีจุดกำเนิดมาจากการที่แม่บ้านของทหารในสงครามโลกครั้งที่ สองทำเค้กให้สามีรับประทาน โดยเชื่อว่าส่วนผสมของคาเฟอีนกับน้ำตาลจะช่วยให้พวกเขามีพลังและแคล้วคลาด จากอันตราย ช่างโรแมนติคเสียนี่กะไร เหมาะจะเป็นของหวานรับวันวาเลนไทน์โดยแท้
   


2.บาคลาวา ( Baklava)
ประวัติที่แท้จริงของบาคลาวายากที่จะระบุ ให้แน่ชัด เพราะว่ากันว่ามันมีต้นกำเนิดจาก จักรวรรดิอ็อตโตมัน ดินแดนเมโสโปเตเมียและอาหรับ โดยขนมหวานชนิดนี้ทำขึ้นจากการนำแป้งฟิลโลมาสอดไส้ไว้ด้วยถั่ว น้ำผึ้ง หรือน้ำเชื่อม หากต้องการลิ้มลองรสชาติ แบบต้นตำรับก็ต้องไปรับประทานถึงถิ่นที่อ้างว่าเป็น จุดกำเนิด ทั้งกรุงอิสตันบูล กรุงเอเธนส์ และกรุงเบรุตแม้แต่ละที่อาจจะมีรสแตกต่างกันไปบ้าง แต่ก็ยังการันตีได้ถึงความเอร็ดอร่อย



3.ไดฟุกุ ( Daifuku )
ขนมเจลลาตินทรงกลมจากแดนอาทิตย์อุทัยมักสอดไส้ไว้ด้วยถั่วแดงหวาน (และบางครั้งก็อาจเป็นแยมสตอเบอร์รี่โรยด้วยแป้งบางๆ โดยสามารถหาซื้อมารับประทานได้ทั้งจากกรุงโตเกียว โอซาก้า เกียวโต นากาโนะ และทุกแห่งในญี่ปุ่น


4.กุหลับ จามาน ( Gulab Jamun)
ก้อนขนมปังหวานที่คงไม่ถูกปากฝรั่งตาน้ำ ข้าว แต่คอนเฟิร์มว่าอยู่ในรายชื่อขนมอันดับต้นๆ ของชาวอินเดีย และเมื่อมีคนกว่าพันล้านคนชื่นชอบ ก็ยากจะปฏิเสธได้ว่ามันไม่อร่อย ปกติแล้วมักทำขึ้นโดยใช้ครีมสองชั้นและราด้วยน้ำเชื่อมเข้มข้น เป็นที่นิยมในอินเดีย ปากีสถาน เนปาลและประเทศในแถบเอเชียใต้


5.ฮาโล ฮาโล ( Halo Halo)
จานเด็ดของชาวฟิลิปปินส์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไม่แพ้ไข่บาลุท แต่รับประกันได้ว่าไม่น่าสะอิดสะเอียน ทั้งนี้ ฮาโล ฮาโล ไม่มีสูตรการทำที่แน่นอน แต่ดูๆ ไปก็ไม่ต่างอะไรกับน้ำแข็งใสของบ้านเรา โดยนำน้ำแข็งบดมาเติมด้วยเครื่องเคียง เช่น ถั่วเขียว ลูกตาล ขนุน มะพร้าวอ่อน ไอศกรีม วุ้นมะพร้าว สับปะรด และอื่นๆ ก่อนจะปิดท้ายด้วยการราดนมข้นหวานและน้ำเชื่อมโดยสามารถหารับประทานได้ทุก ที่ในกรุงมะนิลา


6.แบล็คฟอเรสท์เค้ก (BlackForestCake)
ด้วยความมีชื่อเสียงในเรื่องชนิทเซล เบียร์ และเค้กรสชาติอร่อยมากมาย จึงไม่น่าแปลกใจที่เยอรมนีจะกลายเป็นสถานที่ดื่ม-กินยอดนิยมของเรา โดยเจ้าช็อกโกแลตเค้กที่ทับซ้อนหลายชั้นด้วยครีม เชอร์รี่ และบรั่นดีผลไม้นี้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงต้นยุค 1900 ทางตอนใต้ของเยอรมนี(ภายหลังได้รับการปรุงแต่งให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วยฝีมือ ของช่างทำเค้กใน
กรุงเบอร์ลินทุกวันนี้เป็นทื่ชื่นชอบของคนทั่วโลก


7.ข้าวเหนียวมะม่วง
ขนมหวานแบบไทยๆ ที่นำมะม่วงสุกเหลืองอร่ามมาทานคู่กับข้าวเหนียวมูนราดด้วยน้ำกะทิ ฟังแล้วชวนน้ำลายสอเป็นอย่างยิ่งโดยได้รับความนิยมจากทั้งชาวสยามและชาวต่าง ชาติ ทั้งยังสามารถหาลิ้มลองได้ทั้งที่โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ภัตตาคาร และร้านอาหารตามท้องถนนทั่วไป


8.แอปเปิ้ล พาย ( Apple Pie )
เช่นเคย แม้จะฟังดูเป็นอเมริกันจ๋า แต่จริงๆ แล้วมีต้นกำเนิดจากเมืองผู้ดี โดยได้รับการคิดค้นขึ้นเมื่อปี 1381 และปกติจะอบด้วยแป้งสองชั้นในสมัยก่อน ตอนที่ชาวอังกฤษอพยพมาตั้งรกรากในอเมริกา พวกเขาได้นำเมล็ดแอปเปิลมาปลูกด้วย จึงทำให้มันมีความเกี่ยวพันกับวัฒนธรรมของชาวมะกัน แต่ไม่ว่าจะที่โรงแรมในลอนดอนหรือภัตตาคารในแอลเอ แอปเปิลพายก็เป็นที่ถูกอกถูกใจบรรดาลูกค้าเหมือนกัน


9.นาไนโม บาร์ ( Nanaimo Bars)
แคนาดาขึ้นชื่อเรื่องขนมหวาน ? ได้ยินแล้วไม่ต่างกับการพูดว่ากรุงเทพขึ้นชื่อเรื่องทะเลยังไงยังงั้น แต่กระนั้น ขนมรสเลิศดังกล่าว มีที่มาจากเกาะแวนคูเวอร์ในเมืองนาไนโม รัฐบริติชโคลัมเบีย โดยได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นจากฝีมือแม่บ้านท้องถิ่นซึ่งได้ส่งเจ้าขนมทรง จัตุรัสชิ้นนี้ไปประกวดในนิตยสารและคว้ารางวัลชนะเลิศมาได้ ปัจจุบัน เป็นที่ชื่นชอบของผู้คนในแถบอเมริกาเหนือ


10.แครมบรูเล่ ( Creme Brulee)
แม้ชื่อจะฟังดูแล้วฝรั่งเศสสุดๆ แต่อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าเป็นเช่นนั้น เนื่องจากวิทยาลัยทรินิตี้ในเคมบริดจ์ได้อ้างว่าพวกเขาคือต้นตำรับผู้คิดค้น ขนมสูตรเด็ดนี้ในช่วงต้นศตวรรษที่ 1600 อย่างไรก็ตาม ถึงจะมีจุดกำเนิดจากอังกฤษ แต่เชื่อแน่ว่าคงไม่มีสถานที่ใดเหมาะแก่การทานคัสตาร์ดเย็นๆ โรยด้วยน้ำตาลไหม้ ได้เท่ากับใต้หอไอเฟลที่ประดับด้วยไฟสว่างไสวในยามค่ำคืนในกรุงปารีส



ขอบคุณข้อมูลจาก

http://archive.voicetv.co.th


วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556

คำคมชวนคิด^^

25 คำคมชวนคิดจากอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์


คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจากkushandwizdom.tumblr.com

          เมื่อพูดถึงชื่อของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ แล้ว แน่นอนว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักหรือไม่เคยได้ยินชื่อของเขาเป็นแน่
เพราะเขาเป็นอัจฉริยะระดับโลก ที่โด่งดังทั้งในวงการวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และยังเป็นนักคิดค้นที่ไม่เคยหยุดเรียนรู้ค้นหาเลยตลอดช่วงชีวิต 76 ปีของเขา และด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ไอน์สไตน์มีผลงานที่เป็นคุณประโยชน์ต่อโลกใบนี้มากมาย อีกทั้งความคิดของเขาก็ถูกเรียงร้อยออกมาเป็นถ้อยคำถ้อยอักษร ชวนให้คนรุ่นหลังได้คิดตามและนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตอีกด้วย

          วันนี้กระปุกดอทคอม ก็เลยขอหยิบยกคำคมชวนคิดจากอัจฉริยะท่านนี้ที่เว็บไซต์kushandwizdom.tumblr.com ได้รวบรวมไว้เป็นคำคมรูปภาพมาฝากกัน ซึ่งแต่ละคำคมก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก และหลายคำคมก็ถูกใช้เป็นคติในการดำรงชีวิตของใครหลายคนไปแล้ว ว่าแล้วก็ไปดูกันเลยว่า คำคมของอัจฉริยะระดับโลกท่านนี้ มีอะไรบ้าง



คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

Nothing happens until something moves.


ไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ โดยปราศจากการเริ่มต้น





25 คำคมชวนคิดจากอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์


Nothing happens until something moves.


ไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ โดยปราศจากการเริ่มต้น





Any man who can drive safelyคำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
while kissing a pretty girl
is simply not giving the kiss the attention it deserves.


ชายใดที่สามารถขับรถได้อย่างปลอดภัย
ขณะที่จูบหญิงสาวไปด้วยนั้น
แสดงว่าเขาไม่ได้ใส่ใจกับการจูบอย่างที่ควรจะเป็น





คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์


A person starts to live when he can live outside himself.


คนเราจะมีชีวิตอย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อสามารถดำเนินชีวิตโดยหลุดพ้นจากตัวเองได้





คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์


Once we accept our limits, we go beyond them.


เมื่อเรายอมรับในข้อจำกัดของตัวเอง แสดงว่าเราได้ก้าวล่วงข้อจำกัดนั้นไปแล้วคำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์


The secret to creativity is knowing how to hide your sources.


ความลับของการสร้างสรรค์ คือการรู้วิธีซ่อนที่มาของความคิดนั้นไว้อย่างแนบเนียน





คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์


You can't blame gravity for falling in love.


คุณไม่อาจโทษแรงดึงดูดของโลกได้ เมื่อคุณตกหลุมรักใครสักคน
คุณไม่อาจโทษแรงดึงดูดของโลกได้ เมื่อคุณตกหลุมรักใครสักคน





คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์


Insanity is doing the same thing over and over again
and expecting different results.


มีแต่คนบ้าเท่านั้น ที่จะทำสิ่งเดิมซ้ำ ๆ แต่กลับหวังผลลัพธ์ที่แตกต่าง





คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์


The world is not dangerous because of those who do harm
but because of whose who look at it without doing anything.


โลกใบนี้ไม่ได้น่ากลัวเพราะคนที่ก่ออันตรายกับโลก
แต่มันน่ากลัวเพราะคนที่มองดูมันโดยไม่คิดจะทำอะไรเลยต่างหาก





คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์


Anyone who has never made a mistake
has never tried something new.


คนที่ไม่เคยทำผิดพลาดเลยคือคนที่ไม่เคยลองทำอะไรใหม่ ๆ





คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์


If you want to live a happy life,
tie it to a goal, not to people or things.


ถ้าคุณอยากมีชีวิตที่มีความสุข
จงพันธนาการชีวิตด้วยจุดหมาย ไม่ใช่ผู้คนหรือสิ่งอื่นใด





วันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ความเป็นมาของขนมสีสันสดใสนี้มีชื่อเรียกว่าอะไรกันนะ?

                                   ความเป็นมาของขนมสีสันสดใสที่มีชื่อเรียกว่าอะไรกันนะ?





ขนมสีสันสดใสที่น่ารับประทานนี้เป็นขนมที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอิตาลี มาจากคำว่า "Maccaone หรือ Maccherone" ในภาษาอิตาลี มาการองหรือมาการูน เปิด ตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 1553 โดยเชฟหญิงชาวอิตาลีที่มีนามว่า Catherine de Medicis ในงานแต่งงานของเธอกับ Duc d'Orleans หรือกษัตริย์เฮนรี่ที่ 2 ของฝรั่งเศส ในอีก 21 ปีต่อมานั่นเอง

         มาการองหรือมาการูน เริ่มแรกเป็นขนมที่ทำขึ้นมาง่ายๆจากอัลมอนต์ น้ำตาลและไข่ขาวเท่านั้น ซึ่งเป็นของที่มีราคาไม่แพงและมีคุณค่าทางอาหาร มีการบันทึกไว้ว่าหลานสาวของ Catherine de Medicis และชาวฝรั่งเศสใช้รับประทานเพื่อประทังชีวิตในยุคข้าวยากหมากแพง

          จนกระทั่งช่วงต้นศตวรรษที่ 20 หน้าตาของ มาการองหรือมาการูน ก็เปลี่ยนไปเป็นขนมที่มีสีสันฉูดฉาด และนำมาการูนสอง แผ่นมาประกบกันโดยมีไส้ "chocolate panache (ช็อกโกแล็ตผสมครีม)" โดย Pierre Desfontaines หลายชายของ Louis Ernest Laduree (Laduree pastry and Salon de the,rue Royale) ร้านเบเกอรี่ชื่อดังในฝรั่งเศส
         การทำมาการองคร่าวๆ คือ การผสมไข่ขาว น้ำตาลทราย และอัลมอนด์ล้วนๆบดละเอียดจนเป็นผงคล้ายแป้ง เรียกส่วนผสมนี้ว่า เมอแรงก์ (meringue) ตักเมอแรงก์ใส่กรวยแล้วบีบลงบนถาดอบเป็นชิ้นกลมๆขนาดเล็ก และต้องตากทิ้งไว้สักพักแล้วจึงนำเข้าเตาอบ ออกมาเป็นฝามาการอง (Shell) แล้วทำไส้สอดไว้ตรงกลาง
          การทำมาการองต้นตำรับ แตกต่างกันตั้งแต่วิธีเตรียมเมอแรงก์แบบที่นิยมทำกันในปัจจุบัน การทำมาการองแบบต้นตำรับนั้นต้องใช้วิธีเตรียมเมอแรงก์แบบ "เฟรนช์ เมอแรงก์ (French Meringue)"  คือการตีไข่ขาวกับน้ำตาลทรายแบบไม่ต้องต้ม ใช้มือค่อยๆตีไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นวิธีดั้งเดิมที่คนฝรั่งเศสทำมาเมื่อร้อยปีที่ผ่านมา  ร้านมาการองที่มีชื่อเสียงในปัจจุบันของฝรั่งเศสก็ยังใช้วิธีดั้งเดิมนี้ อยู่ แต่ตอนนี้คนส่วนใหญ่ไม่มีใครทำแล้ว เพราะวิธีทำยุ่งยากกว่าวิธีต้มน้ำตาลด้วยความร้อนซึ่งจะทำให้ผิวของมาการอง ไม่เหมือนกัน และแบบดั้งเดิมต้องใช้เวลาตากที่อุณหภูมิห้องอย่างน้อย 3 ชั่วโมงถึงจะนำเข้าอบได้ ขณะที่วิธีต้มน้ำตาล ทิ้งไว้เพียง 15 นาที ก็นำเข้าเตาอบได้เลย           
         มาการองสมัยนี้นิยมต้มน้ำตาลทรายที่อุณหภูมิ 118 องศาเซลเซียส ซึ่งเมื่อรวมกับไข่ขาวจะมีความแน่นและคงตัวช่วยไม่ให้ผิวหน้ามาการองแตกจาก การอบ ผิวเรียบสวย แต่ไม่มีความนุ่มเท่ากับวิธีตีน้ำตาลทราย ไข่ขาวและผงอัลมอนด์ให้ขึ้นฟูเบาๆ ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญ
         การทำมาการองต้นตำรับแบบ เฟรนช์ เมอแรงก์ ทำให้ได้ตัวฝามาการอง (Shell) ซึ่งผิวสัมผัสด้านนอกจะกรอบบางๆ กัดนิดหนึ่งจะพบความนุ่มของเนื้อเชลล์แทบจะละลายในปากผสมกลมกลืนไปกับรสชาติ ของไส้                   
         ลักษณะเฉพาะของมาการองอีกจุด คือ "ชายลูกไม้ฝรั่งเศส (skirt)" คือส่วนที่เป็นรอยหยักๆ บริเวณรอบๆขอบเชลล์  ซึ่งเกิดจากส่วนผสมและการอบที่เหมาะสม ถ้าอบแล้วไม่มีสเกิร์ตเกิดขึ้น ตัวเชลล์จะกลายเป็นขนมผิงที่กรอบทั้งชิ้น   
         ก็ได้รู้ความเป็นมาและลักษณะของ มาการองหรือมาการูน กันพอสังเขปแล้วนะคะ ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์และเป็นแรงบันดาลใจให้เพื่อนๆที่รักการทำเบเกอรี่ ลองทำขนมสีสันฉูดฉาดที่ชื่อ "มาการอง (Macaroon)" กันดูนะคะ เผื่ออาจจะได้ใช้ประโยชน์ในยามข้าวยากหมากแพงกันค่ะ แต่สำหรับในเมืองไทยน่าจะราคาแพงกว่าข้าวสารอยู่ดีนะคะ...^___^    

10 สถานที่ที่สวยที่สุดในโลก

10 สถานที่ที่สวยที่สุดในโลก

The Grand Canyon, Arizona, U.S.A
แกรนด์ แคนยอน มีความลึก 5,000 ฟุต ยาว 277 ไมล์ และได้รับการสันนิษฐานว่าน่าจะมีการแกะสลักจากพื้นโลก โดยการกัดเซาะของกระแสน้ำจากแม่น้ำโคโลราโด รัฐแอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา ในช่วงประมาณหกล้านปีมาแล้ว
 Mount Fuji, Japan
สถานที่ที่สวยที่สุดในโลก
ภูเขาไฟฟูจิ เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น โดยมีความสูงถึง 12,388 ฟุต เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีพระอาทิตย์ขึ้นสวยงามจับตา ภูเขาไฟฟูจิเป็นภูเขาไฟที่สงบ หลังจากการประทุครั้งสุดท้ายเมื่อปี ค.ศ. 1708
 Hanging Lake, Colorado, U.S.A.
ทะเลสาบ Hanging ในแถบโคโลราโด สหรัฐอเมริกา เป็นธารน้ำตกที่มีทะเลสาบขนาดเล็กอันสวยงาม น้ำส่องประกายสีเทอร์ควอยซ์ เนื่องจากมีแร่หินอ่อนปะปนอยู่ในน้ำ และเป็นหนึ่งในไม่กี่สถานที่ ที่ดอกโคลัมไบน์เหลืองสามารถเจริญเติบโตได้
Machu Picchu, Peru
มาชู ปิกชู แห่ง เปรู ถูกค้นพบอีกครั้งใน ปี ค.ศ. 1911 ซากอารยธรรมโบราณแห่งนี้อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 7,970 ฟุต เป็นศูนย์กลางความสำคัญทางโบราณคดีของอเมริกาใต้ และได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ 
 St Lucia, West Indies
ถ้ามองในแง่ของปลายทางสุดโรแมนติก St Lucia แห่ง อินเดียตะวันตก ต้องติด 1 ใน 3 อันดับต้นๆ ของโลก นอกจากบรรยากาศที่สวยงามแล้ว ที่นี่ยังมี รีสอร์ท Ladera ที่พักชื่อดัง ที่ให้บริการห้องพักสุดหวือหวา ด้วยผนังเพียง 3 ด้าน อีกหนึ่งด้านที่เหลือเปิดโล่ง พร้อมสระว่ายน้ำไร้ขอบ เพื่อชมทิวทัศน์มหาสมุทรและพระอาทิตย์ตก ได้อย่างเต็มตา
 The Himalayas, Asia
เทือกเขาหิมาลัย เปรียบได้กับสถานที่พบรักของผืนดินและแผ่นฟ้า ยอดเขาสูงอย่าง เอเวอเรสต์ และ เคทู ก็ตั้งอยู่
 The Sahara Desert, Northern Africa
ทะเลทรายซาฮารา เป็นทะเลทรายในทวีปแอฟริกาที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลก มีเนื้อที่มากกว่า 9,000,000 ตารางกิโลเมตร เทียบได้กับขนาดของประเทศสหรัฐอเมริกา
Milford Sound, New Zealand
ยอดผาสูงกว่า 4,000 ฟุต ตระหง่านเหนือลำน้ำลึก ธรรมชาติโอบล้อมด้วยบรรยากาศน้ำตกไหลหลากท่ามกลางป่าดิบชื้น Milford sound หนึ่งในจุดหมายปลายทางอันแสนวิเศษ ทางชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศนิวซีแลนด์
 Hawaii Volcanoes National Park, Hawaii, U.S.A.
10 อันดับสถานที่ที่สวยที่สุดในโลก
อุทยานแห่งชาติภูเขาไฟฮาวาย ตั้งอยู่ที่ หมู่เกาะฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา ห่างจากชายฝั่งสหรัฐอเมริกาประมาณ 3,700 กม. ฮาวาย ถือว่าเป็นหมู่เกาะที่มีความเป็นเอกเทศ พืชและสัตว์ที่อาศัยอยู่ที่นี่ล้วนมีวิวัฒนาการมากว่า 70 ล้านปี และเกือบทั้งหมดนั้นเป็นพันธุ์ที่มีที่นี่เดียว
 The Iguazu Waterfalls, Argentina-Brazil Border, S. America
Iguazu หนึ่งในน้ำตกสวยมหัศจรรย์ ที่ยูเนสโกยกให้เป็นหนึ่งในมรดกโลก มีพื้นที่ครอบคลุมทั้งเขตแดนประเทศบราซิลและอาร์เจนตินา ประกอบด้วยน้ำตกน้อยใหญ่กว่า 270 แห่ง แต่ละแห่งมีความยาวมากกว่า 1 ไมล์ และส่วนใหญ่มีความสูงอยู่ที่ 200 ฟุต