วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Snow White and the Seven Dwarfs.

"Snow White and the Seven Dwarfs" redirects here. For the first full-length feature film, see Snow White and the Seven Dwarfs (1937 film).
This article is about the traditional fairy tale. For the Disney character, see Snow White (Disney). For other uses, see Snow White (disambiguation).
Schneewittchen (Snow White)
       Schneewittchen2.jpg
   Schneewittchen by Alexander Zick
Folk tale
NameSchneewittchen (Snow White)
Data
Aarne-Thompsongrouping709
CountryGermany

"Snow White" is a German fairy taleknown across much of Europe and is today one of the most famous fairy tales worldwide. The Brothers Grimmpublished it in 1812 in the first edition of their collection Grimms' Fairy Tales. It was titled in German: Sneewittchen (in modern orthography Schneewittchen) and numbered as Tale 53. The Grimms completed their final revision of the story in 1854.

The fairy tale features such elements as the magic mirror, the poisoned apple, the glass coffin, and the characters of the evil queen and the seven dwarfs, who were first given individual names in the Broadway play Snow White and the Seven Dwarfs (1912) and then givendifferent names in Walt Disney's 1937 film Snow White and the Seven Dwarfs. The Grimm story, which is commonly referred to as "Snow White", should not be confused with the story of "Snow White and Rose Red" (in German "Schneeweißchen und Rosenrot"), another fairy tale collected by the Brothers Grimm.

In the Aarne–Thompson folklore classification, tales of this kind are grouped together as type 709, Snow White. Others of this kind include "Bella Venezia", "Myrsina", "Nourie Hadig" and "Gold-Tree and Silver-Tree".

วันปิยะมหาราช


วันปิยมหาราช ตรงกับวันที่ 23 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นที่รักใคร่อย่างล้นเหลือของพสกนิกรทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ พระองค์จึงได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า "สมเด็จพระปิยมหาราช" ซึ่งมีความหมายว่า "พระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน" ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ รัฐบาลจึงได้ประกาศให้วันที่ 23 ตุลาคม เป็น "วันปิยมหาราช"

ในวันปิยมหาราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ จะเสด็จฯ ไปวางพวงมาลา ณ พระบรมรูปทรงม้าซึ่งตั้งอยู่ที่หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นประจำทุกปี

วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2557

เกาะแก้วพิสดาร' ในเยเมน

ใกล้เที่ยงคืนบนเนินเขาที่ป่าต้นเลือดมังกร (Dragon’s Blood) เจริญงอกงาม พระจันทร์ที่เพิ่งผ่านพ้นคืนเต็มดวงทอแสงสีเงินเย็นตาอาบไล้ภูมิประเทศอันขรุขระ  ภายในรั้วหินของที่พักคนเลี้ยงแกะ เปลวไฟสะท้อนใบหน้า ชายหญิงสี่คนที่นั่งเท้าเปล่าล้อมวงรอบกองไฟ  พลางจิบชาร้อนผสมนมแพะสดใหม่ 

นีฮัห์ มัลฮะห์ สวมผ้านุ่งคล้ายโสร่งที่เรียกว่า ฟูตอฮ์ ส่วนเมตากัล ผู้เป็นภรรยาสวมชุดยาวและผ้าคลุมศีรษะสีม่วงสดเข้าชุด  ทั้งสองพูดคุยเรื่องชีวิตบนเกาะโซโคตราด้วยภาษาที่เหลือคนเข้าใจน้อยลงทุกวัน
แม้ทั้งคู่จะอ่านหนังสือไม่ออก แต่ก็รู้ว่าป้ายที่ติดตั้งใหม่ตรงตีนเขาเขียนไว้ว่า พื้นที่แถบนี้ได้รับการประกาศเป็นเขตอนุรักษ์ธรรมชาติ  พวกเขาเล่าว่า ชาวต่างชาติมาที่หมู่บ้านเพื่อถ่ายรูปต้นเลือดมังกรต้นกุหลาบทะเลทราย และดอก มิชฮาฮีร์  นักวิทยาศาสตร์มาที่นี่และพลิกก้อนหินก้อนแล้วก้อนเล่า โดยอ้างว่ามาเก็บแมลงและกิ้งก่า
เกาะโซโคตราตั้งอยู่ในทะเลอาหรับ  ห่างจากชายฝั่งประเทศเยเมนที่ระส่ำระสายราว 350 กิโลเมตร ในยุคหนึ่งเคยเป็นสถานที่ในตำนานสุดขอบแผนที่โลก เป็นเกาะที่น่าพรั่นพรึงสำหรับนักเดินเรือ เพราะเต็ม ไปด้วยฝูงปลาอันตราย  พายุกราดเกรี้ยว และชาวเกาะที่เชื่อกันว่าสามารถบงการกระแสลมและบังคับเรือให้แล่นเข้าฝั่งเพื่อจับชาวเรือและปล้นสะดม ปัจจุบัน ความหลากหลายทางชีวภาพอันรุ่มรวยของโซโคตราดึงดูด นักสำรวจหน้าใหม่ที่พยายามทำความเข้าใจความลับของเกาะ  ก่อนที่โลกสมัยใหม่จะเปลี่ยนโฉมหน้าที่แห่งนี้ไปตลอดกาล

ชาวอียิปต์ กรีก และโรมันโบราณต่างเคยใช้ประโยชน์จากขุมทรัพย์ทางธรรมชาติของโซโคตราทั้งยางไม้หอมอย่างกำยาน สารสกัดจากว่านหางจระเข้ที่มีสรรพคุณทางยา  และยางไม้สีแดงก่ำของต้นเลือดมังกรที่นำมาบดทำสีของศิลปิน มูลค่าของกำยานและยางจากต้นเลือดมังกรพุ่งสูงสุดในยุคจักรวรรดิโรมัน หลังจากนั้น เกาะโซโคตรากลายเป็นเพียงจุดแวะพักระหว่างทางของพ่อค้า  และผ่านร้อนผ่านหนาวยาวนานหลายร้อยปีโดยเกือบตัดขาดทางวัฒนธรรมจากโลกภายนอก 

ทว่าตอนนี้ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้วการศึกษาวิจัยในช่วงรอยต่อระหว่างศตวรรษที่สิบเก้าและต้นศตวรรษที่ยี่สิบพิสูจน์ให้เห็นว่า  เกาะเขตร้อนที่แม้จะมีขนาดเพียง 134 คูณ 43 กิโลเมตร แห่งนี้ กลับได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก  โดยรวมเอาองค์ประกอบต่างๆ ของทวีปแอฟริกา เอเชีย และยุโรป เข้าไว้ด้วยกันในลักษณะที่ยังคงสร้างความฉงนให้นักชีววิทยาจนถึงทุกวันนี้  จำนวนพืช  ประจำถิ่น (ไม่พบในที่อื่น) ต่อตารางกิโลเมตรบนเกาะโซโคตราและเกาะเล็กๆ ใกล้เคียงอีก 3 เกาะจัดว่าสูง เป็นอันดับที่สี่ของกลุ่มเกาะแห่งใดๆ ในโลก เป็นรองก็แต่หมู่เกาะเซเชลส์ นิวแคลิโดเนีย และฮาวายเท่านั้น
ไม้ประจำถิ่นอย่างต้นเลือดมังกรเป็นสัญลักษณ์ของโซโคตรา  ด้วยรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์จนได้ปรากฏโฉมบนเหรียญ 20 ริยาลของเยเมน เลือดมังกรเป็นญาติใกล้ชิดกับไม้ประดับสกุล Dracaena  พวกมันเจริญงอกงามเหนือที่ราบสูงและเทือกเขาเกือบทั่วทั้งเกาะ พืชพรรณหลายชนิดบนเกาะผ่านกระบวนการวิวัฒนาการให้เหมาะกับสภาพร้อนแล้งบนเกาะ และอาศัยหมอกเป็นแหล่งน้ำ  พืชประจำถิ่นหายากที่สุดบางชนิดของโซโคตราเติบโตตามหน้าผาชันบนเทือกเขาและพื้นที่รอบนอกของเกาะ  ซึ่งเป็นจุดที่สามารถดูดซับความชื้นยามหมอกกลั่นตัวตามโขดหินได้  จริงๆ แล้วกิ่งก้านที่หงายขึ้นฟ้าของต้นเลือดมังกรเป็นการปรับตัวทางวิวัฒนาการอย่างหนึ่งเพื่อกักเก็บความชื้นจากหมอกในอากาศ  ทว่าน้ำดังกล่าวกลับลดน้อยลงทุกวัน หากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศเป็นตัวแปรที่ส่งผลกระทบโดยตรง ต่อการเกิดใหม่ของเลือดมังกรและพันธุ์ไม้หายากอื่นๆ นั่นแปลว่าอาจไม่มีทางแก้ไขในระยะสั้น
ขณะเดียวกัน นักอนุรักษ์ต่างวิตกเกี่ยวกับภัยคุกคามอื่นๆ ที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์โซโคตราไม่มีสนามบินเต็มรูปแบบหรือถนนลาดยางจนกระทั่งเมื่อปี 1999 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อัตราการพัฒนาก็เร่งรุด การเปลี่ยนแปลงที่กินเวลาหลายสิบปีในที่อื่นๆ กลับย่นย่อเหลือเพียงไม่กี่ปีบนเกาะนี้
แม้ความไม่สงบทางการเมืองในเยเมนเมื่อไม่นานมานี้  จะจำกัดการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ แต่ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา  ชายหาดอันงดงาม  เทือกเขาขรุขระกันดาร อีกทั้งความหลากหลาย ทางชีวภาพที่ไม่เหมือนใคร  และวัฒนธรรมโบราณของเกาะโซโคตรา  ได้ดึงดูดนักเดินทางจำนวนมากให้ มาเยี่ยมเยือน  เห็นได้จากตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจาก 140 คนเมื่อปี 2000 เป็นเกือบ 4,000 คนในปี 2010
เคย์ ฟาน ดาม นักชีววิทยาชาวเบลเยียม ซึ่งเดินทางมาโซโคตราครั้งแรกเมื่อปี 1999 โดยเป็นส่วนหนึ่งของคณะสำรวจทางวิทยาศาสตร์ เล่าว่า “เราได้รับเชิญให้ไปเยี่ยมบ้านชาวบ้าน ผมไม่เพียงได้เรียนรู้ว่าชาวโซโคตรามีความผูกพันกับสิ่งแวดล้อมสูงของพวกเขามาก  แต่ยังตระหนักด้วยว่าหนทางเดียวที่สิ่งมีชีวิตทั้งหลายสามารถอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ ต้องเป็นเพราะวิถีดั้งเดิมที่คนท้องถิ่นปกป้องเกาะของพวกเขาเป็นแน่”

หมู่บ้านมากกว่า 600 แห่งตั้งกระจัดกระจายอยู่ทั่วเกาะโซโคตรา แต่ละหมู่บ้านมี มุกอดดัม (muqaddam) หรือผู้เฒ่าซึ่งเป็นที่เคารพ  ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา ชาวโซโคตราได้พัฒนาหนทางปฏิบัติที่เหมาะสมในการจัดการทรัพยากร  ตั้งแต่การใช้ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์  การตัดไม้  และการแก้ปัญหาข้อพิพาทเรื่องที่ดินระหว่างเผ่าไปจนถึงการใช้ทรัพยากรน้ำ และเรื่องอื่นๆ  ในทางกลับกัน เพื่อนร่วมชาติบนแผ่นดินใหญ่เยเมนมีความอาฆาตรุนแรงและความขัดแย้งระหว่างเผ่าเป็นวิถีชีวิตมายาวนาน  ชาวโซโคตรามีธรรมเนียมในการแก้ปัญหาด้วย                    

สันติวิธีโดยอาศัยกลไกการประชุมร่วมกันระหว่างหมู่บ้านใกล้เคียง การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเป็น ทางเลือกเดียวในการอยู่รอดท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันทารุณของเกาะ ซึ่งส่งผลข้างเคียงเชิงบวกต่อการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพอันโดดเด่นของโซโคตรา

ฟาน ดาม เล่าว่า “โซโคตราจัดว่ายังบริสุทธิ์อยู่มากนะครับ  แต่นั่นหมายความว่า ณ เวลานี้ คลื่นความเจริญและการพัฒนาที่ถาโถมเข้ามาเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดต่อความหลากหลายทางชีวภาพของโซโคตรา ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ชาวโซโคตราอนุรักษ์สิ่งต่างๆไว้ด้วยขนบประเพณีของพวกเขา  แต่ตอนนี้พวกเราทุกคนมีส่วนที่จะช่วยให้วิถีทางนี้ดำรงอยู่ต่อไปในอนาคต  และยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางภัยคุกคามรอบด้านโซโคตราเป็นหนึ่งในสถานที่สุดท้ายของโลกแล้วครับที่เรายังสามารถปกป้องสภาพแวดล้อมเฉพาะตัวของเกาะเอาไว้ได้ เป็นที่ที่เรายังสามารถทำอะไรดีๆ ได้ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป”

วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2557

อัตเซปซุต

    ราชินีฮัตเชปซุต (Hatshepsut ):ทรงครองราชย์ในปีที่1505 - 1484 ก่อน ค.ศ.พระนางฮัตเชปซุตเป็นพระราชธิดาของฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 1 กับพระราชินีอาโมซิสโดยพระนามฮัตเชปซุต มีความหมายว่า " ยอดขัตติยา " เนื่องจากราชินีอาโมซิสไม่มีพระโอรส ดังนั้นสิทธิในราชบัลลังก์จึงตกอยู่กับโอรสของทุตโมซิสที่ 1 กับพระชายารองที่ชื่อ มุทโนเฟรท (Mutnofret) และในปีที่ 1519 ก่อน ค.ศ. ก็ทรงขึ้นครองราชย์เป็นฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 2 โดยอ�� ิเษกกับเจ้าหญิงฮัตเชปซุต ซึ่งเป็นพี่สาวต่างมารดา ตามประเพณีของอียิปต์เพื่อรัหษาสายเลือดอันบริสุทธิ์ของพระราชวงศ์ ทุตโมซิสที่2 เป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอและไม่มีความสามารถในการรบหรือการปกครองเท่าพระบิดา อำนาจในการบริหารงานจึงตกอยู่ในมือราชินีอันที่จริงนั้นพระนาสงฮัตเชปซุตก็เคยช่วยพระบิดา บริหารราชกิจมา บ้างตั้งแต่ยังเป็นเจ้าหญิงหลังจากครองราชย์เพียง14 ปี ฟาโรห์ทุตโมซิสที่2 ก็สวรรคตโดยไม่มีโอรส กับพระนางฮัตเชปซุต มีเพียงพระธิดา คือเจ้าหญิงเนเฟอร์รูเร(Neferure)เท่านั้น

         

ราชินีฮัตเชปซุต (Hatshepsut )

    อย่างไรก็ตาม ทรงมีโอรสกับพระชายารองที่ชื่อ ไอซิส อีกหนึ่งองค์คือ เจ้าชายทุตโมซิส เนื่องจากเจ้าชายทุตโมซิสยังทรงพระเยาว์มาก ดังนั้นพระนางฮัตเชปซุตผู้มีศักดิ์เป็นป้าจึงเป็นผู้สำเร็จราชการแทน และหลังจากกุมอำนาจได้หลายปีด้วยความทะเยอทะยานพระนางจึงตัดสิน พระทัยขึ้นเป็นฟาโรห์ปกครองอียิปต์ในที่สุด พระนางได้ประกาศองค์เป็นธิดาผู้เป็นที่รักของสุริยเทพอามอน - รา เพื่อสร้างความชอบธรรมในการครองบัลลังก์ นอกจากนี้พระนางยังทรงสร้างเสาโอบีลิคส์ซึ่งเป็นแท่งหินสูงสามสิบเนตรมียอดหุ้มด้วย เงินผสมทองคำและสลักเรื่องราวของพระนางลงไป นอกจากนี้เวลาปรากฏองค์ต่อหน้าสาธารณชนพระนางจะสวมเครื่องทรงของบุรุษ และมีเคราปลอมสวมอยู่ทำให้รูปสลักของพระนางมีเคราเหมือน ผู้ชาย

ตลอดรัชสมัยของฮัตเชปซุตแผ่นดินอียิปต์สงบร่มเย็นมีเพียงสงครามย่อยๆในนูเบียและคาบสมุทรไซนายอย่างละครั้งเท่านั้น ในยุคนี้ได้ชื่อว่าเป็นยุคแห่งความรุ่งเรืองทางการค้าและศิลปะ พระนางได้ส่งกองเรือไปสำราจดินแดนพันต์ (Punt) ซึ่งอยู่ตอนในของอาฟริกาและนำสินค้ามีค่าต่างๆกลับมาสู่อียิปต์ พระนางฮัตเชปซุตมีเสนาบดีคู่พระทัยชื่อว่าเซเนมุท(Senemut) ซึ่งเป็นผู้ดูแล เจ้าหญิงเนเฟอร์รูเร และเชื่อกันว่าเป็นชู้รักของพระนางอีกด้วย เซเนมุทเป็นสถาปนิกที่มีความสามารถและเป้นผู้ออกแบบสิ่งก่อสร้างในรัชสมัยนี้รวม ทั้งมหาวิหารเดียร์-เอล-บาห์รี ที่งดงามไม่แพ้มหาวิหารอาบูซิมเบล     

มีการก่อสร้างวิหารอุทิศแด่เทพเจ้า

    พระนางฮัตเชปซุตยังดูแลเจ้าชายทุตโมซิสเป็นอย่างดีและเมื่อเจ้าชายเจริญวัยขึ้น พระนางก็ได้แต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพอีกด้วยและแล้วในปีที่22 ของการครองราชย์ ฟาโรห์ฮัตเชปซุตก็หายสาปสูญไปจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างลึกลับ รวมทั้งเซเนมุทเสนาบดีคู่พระทัย โดยไม่มีใครทราบว่าเกิดอะไรขึ้น กับทั้งสอง บางทีทั้งคู่อาจถูกกำจัดไปโดยฝ่ายของทุตโมซิสที่3 ซึ่งกำลังเรืองอำนาจหรือไม่เช่นนั้นพระนางก็อาจสละราชสมบัติและหนีไปกับเซเนมุทก็เป็นได้ หลักฐานและบันทึกเกี่ยวกับพระนางถูกทำลาย จนแทบไม่มีอะไรเหลือ โดยฟาโรห์ทุตโมซิสที่3 ซึ่งไม่พอพระทัยที่ต้องทรงอยู่ในอำนาจของพระนางมาเป็นเวลานาน

วันอังคารที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2557

อีโบล่า

เจาะลึกให้รู้“อีโบล่า”ไวรัสอันตราย ทั่วโลกเฝ้าระวัง!!

  

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันโลกมีการพบเชื้อไวรัสใหม่ ๆ เชื้อไวรัสกลายพันธุ์หลายชนิด เชื้อไวรัสที่แพร่เฉพาะสัตว์ ตลอดจนเชื้อไวรัสที่สามารถผ่านจากสัตว์มาสู่คน ซึ่งบางชนิดก็ได้อาละวาดแพร่ระบาดให้ชาวโลกหวาดผวาไปตาม ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไข้หวัดนก หรือ เชื้อมือเท้าปาก

อย่างไรก็ตาม มีเชื้อไวรัสอันตรายถึงชีวิตบางชนิดระบาดเฉพาะในภูมิภาคของซีกโลกหนึ่ง ไม่ได้แพร่ไปสู่คนทั้งโลก แต่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ทั่วทุกภูมิภาค ต่างก็เฝ้าระวังป้องกันไม่ให้เข้าไปแพร่ระบาดในประเทศของตนเองด้วยมาตรการต่าง ๆ เพื่อความไม่ประมาท

ล่าสุด เกิดเชื้อไวรัสอันตรายที่ทำให้โลกตกใจขึ้นมาอีกครั้ง นั่นคือเชื้อไวรัส “อีโบล่า” หรือ ไข้เลือดออกอีโบล่า ซึ่งระบาดในประเทศยูกันดา ทวีปแอฟริกา คร่าชีวิตผู้คนเพิ่มเป็น 15 รายแล้ว โดยระบาดหนักแถบภาคตะวันตก ห่างจากเมืองหลวง กรุงกัมปาลา ประมาณ 200 กม. และห่างจากพรมแดนของสาธารณรัฐประชาธิปไตคองโก เพียง 50 กม.

สำหรับเชื้อไวรัสอีโบล่านี้ เป็นกลุ่มโรคไข้แล้วมีเลือดออกชนิดหนึ่ง ซึ่งร้ายแรงถึงเสียชีวิต เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนใช้ป้องกัน และรักษาโดยได้รับการประกาศจากองค์การอนามัยโลกจัดให้อยู่ใน “ความปลอดภัยชีวภาพ ระดับ 4” ถือเป็นหนึ่งในเชื้อโรคอันตรายมากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก

หากไล่เลียงย้อนอดีตไป มีรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศว่า เชื้อไวรัสอีโบล่าถูกตั้งชื่อตามแม่น้ำขนาดเล็กในคองโก ทั้งนี้ เชื่อว่าเป็นไวรัสที่ผ่านจากสัตว์ไปสู่คน แต่ยังไม่พบการระบุว่าสัตว์ชนิดใดเป็นพาหะ

โดยเชื้อไวรัสอีโบล่าเกิดการระบาดครั้งแรกทางตอนใต้ของซูดาน เมื่อช่วงกลางปี 2519 ครั้งนั้นมีผู้ป่วยเกือบ 300 คน และเสียชีวิตกว่า 100 ราย จากนั้น ในบางปีต่อ ๆ มาก็พบการระบาดบ้างทั้งการระบาดใหญ่ และระบาดเล็กในบางประเทศของทวีปแอฟริกา สำหรับยูกันดาเกิดการระบาดครั้งแรกเมื่อปี 2543-2544 ระยะเวลาราว 5 เดือน มีผู้ป่วยกว่า 400 คน และเสียชีวิตกว่า 200 ราย

ลักษณะอาการจะมีไข้ขึ้นสูง เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดตามข้อ-กล้ามเนื้อ รวมถึงช่องท้อง และหนักถึงขั้นอาเจียน ท้องร่วงรุนแรง เกิดผื่น ตลอดจนตาแดงจัด แพร่เชื้อโดยการสัมผัสโดยตรงกับเลือด หรือ สารคัดหลั่งจากร่างกายผู้ติดเชื้อ

ทั้งนี้ ในประเทศไทยยังไม่มีรายงานว่าเคยพบผู้ป่วยด้วยเชื้อไวรัส “อีโบล่า” ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันจากจำนวนมนุษย์ ตลอดจนการติดต่อ พบปะ สัญจรถึงกันได้สะดวกกว่าอดีตมาก อาจเป็นช่องทางหนึ่งที่โรคต่าง ๆ จะมีโอกาสเล็ดลอดแฝงเข้าไปถึง แม้จะเป็นพื้นที่ห่างไกลกันครึ่งค่อนโลกก็เป็นได้ จึงไม่ควรประมาท!!.


วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

อึ้ง!!เด็กป.3พม่าชนะเลิศคัดลายมือ

อึ้ง!เด็กป.3พม่าชนะเลิศคัดลายมือวันภาษาไทย

อึ้ง!เด็กป.3พม่าชนะเลิศคัดลายมือ รับโล่รางวัลสพฐ.เนื่องในวันภาษาไทย

        29ก.ค.2557 ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยว่า ในวันภาษาไทยแห่งชาติ ปีนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานการ (สพฐ.)ได้จัดกิจกรรม“โครงการรักษ์ภาษาไทยเนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ ปี 2557”ระหว่างวันที่ 26-29 ก.ค.และมอบโล่ให้แก่ ครู และนักเรียน ที่มีทักษะ การใช้ภาษาไทย เพื่อรณรงค์ เผยแพร่ และกระตุ้นให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาภาษาไทย ตระหนักและเห็นคุณค่าของภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาประจำชาติ ได้รู้จักอ่าน เขียน และใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้องเหมาะสม

        ทั้งในเรื่องวิชาการและวิชาชีพ รวมถึงการยกระดับมาตรฐานการเรียนการสอนภาษาไทยในสถานศึกษาทุกระดับให้สัมฤทธิ์ผลดียิ่งขึ้น ซึ่งโรงเรียนจะเน้นในเรื่องการอ่านออกเขียนได้ อ่านเข้าใจ และรู้เรื่อง โดยเฉพาะการให้ความรู้เด็กไทยที่ใช้ภาษาอื่นเป็นภาษาที่ 1 และใช้ภาษาไทย เป็นภาษาที่ 2
       
        “ขณะนี้ สพฐ.กำลังดูว่าการใช้ภาษาของคนไทยในกลุ่มวัยรุ่นที่ใช้เล่นกันทางFacebook หรือทาง Line ซึ่งต้องจะให้สถาบันภาษาไทยวิเคราะห์ดูว่าจะมีกระบวนการณรงค์อย่างไรจึงจะให้หันมาใช้ภาษาไทยกันอย่างถูกต้องมากขึ้น ซึ่งในสมัยของนายอภิชาติ จีระวุฒิ อดีตเลขาธิการกพฐ.ได้รณรงค์ในเรื่องการใช้ภาษาไทยมาแล้ว โดยได้นำหนังสือเก่า ๆ เช่น มานี มานะ หรือวรรณกรรมเก่า ๆ มาเป็นต้นแบบซึ่งได้นำมาใช้ในวิชาหน้าที่พลเมืองแล้ว”นายกมล กล่าว

        สำหรับกิจกรรมต่างๆ แบ่งเป็น การเขียนเรียงความ ประเด็น “สำนึกรักแผ่นดินเกิดเทิดไท้องค์ราชัน” ในระดับครูผู้สอนภาษาไทย และการแข่งขันสำหรับนักเรียนแยกเป็นระดับชั้น ได้แก่ การเขียนเรื่องจากภาพ การเขียนเรียงความ การคัดลายมือ การเขียนตามคำบอก การแต่งกลอนสุภาพ การอ่านเอาเรื่อง และการเขียนเชิงวิชาการ ซึ่งนักเรียนที่เข้าแข่งขันเป็นนักเรียนที่ผ่านการแข่งขันทักษะความสามารถระดับเขตพื้นที่การศึกษามาแล้ว

        ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรางชนะเลิศการแข่งขันคัดลายมือ คือ ด.ช.ยาซ่า สัญชาติพม่า นักเรียนชั้นประถมปีที่ 3 โรงเรียนอรุณเมธา ซึ่งเป็นโรงเรียนในโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)ตากเขต 2

        นางแสงอรุณ สอนไชย ครูประจำชั้น อายุ 52 ปี กล่าวว่า นักเรียนที่มาเรียนที่โรงเรียนอรุณเมธา 30% จะเป็นนักเรียนยากจนติดขอบชายแดน และจะมีความตั้งใจในการเรียนภาษาไทยมากกว่านักเรียนที่เป็นสัญชาติไทย สำหรับเด็กชายยาซ่า อายุ 12 ปี เป็นเด็กพลัดถิ่นสัญชาติพม่า เกิดและโตในประเทศไทย โดยพ่อแม่ได้อพยพเข้ามาทำงานรับจ้างทำไร่ทำสวนอยู่บนดอยในเขตอำเภอพบพระ จังหวัดตาก

        เมื่อก่อนเด็กชายยาซ่าเรียนอยู่ที่ศูนย์การเรียนของชาวพม่าที่เปิดสอนโดยใช้สถานที่ในวัดของไทย พอจบหลักสูตรของพม่าแล้วจึงมาสมัครเข้าเรียนที่โรงเรียนอรุณเมธา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตากเขต 2 โดยเข้าเรียนชั้นป.1 ตอนอายุ 10 ขวบ ซึ่งในตอนนั้นอ่านเขียนภาษาไทยไม่ได้เลย ก็ได้รับการเรียนรู้การอ่านเขียนตามหลักสูตรเหมือนเด็กไทยทั่วๆไปและเด็กก็สามารถเรียนรู้และอ่านเขียนภาษาไทยได้เป็นอย่างดี

        ต่อมาครูผู้สอนเห็นแววของเด็กว่ามีความตั้งใจและมีสมาธิสูงมาก ในการเรียนอ่านเขียนภาษาไทยประกอบกับเป็นคนที่เขียนลายมือค่อนข้างสวย จึงนำมาเน้นให้หัดเขียนไทยให้ถูกต้องตามอักขระและหลักเกณฑ์การเขียนเพื่อเป็นตัวแทนโรงเรียนเข้าแข่งขันคัดลายมือในระดับต่างๆในโอกาสต่อไปโดยการแข่งขันก็เริ่มจากระดับภายในโรงเรียนเพื่อเป็นตัวแทนไปแข่งขันระดับกลุ่มอำเภอและระดับเขตพื้นที่

        สำหรับความรู้สึกที่เด็กได้รับรางวัลในครั้งนี้ ยาซ่า บอกว่า รู้สึกดีใจมาก เพราะเห็นแววเด็กแล้วเด็กเป็นคนที่มีความตั้งใจสูง มีสมาธิแน่วแน่ มีผลการเรียนดี เป็นเด็กที่ขยันและอยู่ร่วมกับเพื่อนนักเรียนคนไทยได้เป็นดี

        เด็กชาย ยาซ่า อายุ 12 ปี นักเรียนชั้น ป.3 เล่าว่า  ตนดีใจที่ได้รับรางวัลระดับประเทศ สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับตนเอง และครอบครัวและโรงเรียนในครั้งนี้ ฐานะทางครอบครัว ตนมีพี่น้อง 3 คนเป็นชายทั้งหมด โดยตนเองเป็นพี่คนโต น้องชายคนกลางอายุ 10 ขวบเรียนอยู่ที่ศูนย์การเรียนพม่าที่ตนเรียนจบมาและน้องชายคนเล็กอายุ 4 ขวบ

        "พ่อแม่ผม พูดอ่านเขียนภาษาไทยไม่ได้เลย แม่ถามว่าเมื่อเรียนที่ศูนย์การเรียนพม่าจบแล้ว อยากเรียนต่อมั้ย ผมตอบแม่ไปว่าอยากเรียนต่อสูงๆและอยากเรียนภาษาไทย เลยพามาสมัครที่โรงเรียนอรุณเมธาครับ" เด็กชาย ยาซ่า กล่าว

        นายอดุลรัตน์  เกตุสระ อายุ 56 ปี ผู้อำนวยการโรงเรียนอรุณเมธา กล่าวถึงความรู้สึกว่า..รู้สึกดีใจที่เด็กได้รับรางวัลระดับชาติ สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 รวมถึงอำเภอพบพระและจังหวัดตากด้วย ก่อนหน้านี้ทางคณะครูที่รับผิดชอบจัดการเรียนการสอนภาษาไทยได้มาเสนอว่าเด็กชายยาซ่า มีความสามารถคัดลายมือได้สวย จึงให้คุณครูผู้สอนฝึกฝนโดยยึดตามหลักเกณฑ์การประกวดและเป็นตัวแทนของโรงเรียนต่อไป

วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

The Tale of Princess Kaguya แอนิเมชั่นเรื่องใหม่ล่าสุดจาก Studio Ghibli

The Tale of Princess Kaguya แอนิเมชั่นเรื่องใหม่ล่าสุดจาก Studio Ghibli


      ตำนานเจ้าหญิงคางุยะ ดัดแปลงมาจาก เรื่องเล่าของชายตัดไม้ไผ่ ตำนานพื้นบ้านของญี่ปุ่น โดยเป็นเรื่องราวของชายชราผู้เลี้ยงชีพด้วยการขายไม่ไผ่ วันหนึ่งเขาก็ได้พบกับเจ้าหญิงตัวน้อยในต้นไผ่ และได้เก็บมาเลี้ยงดู จากเจ้าหญิงตัวจิ๋ว กลายเป็นเด็กทารก และค่อย ๆ เติบโตขึ้นมาเป็นเด็กสาวที่น่ารัก พร้อมกับนำพาความมั่งคั่งรุ่งเรืองมาสู่ชายและหญิงชรา จนเปลี่ยนจากการอยู่บ้านกระท่อมเล็ก ๆ มาเป็นบ้านช่องใหญ่โต และเลี้ยงดูใหม่ประดุจว่าคางุยะ เป็นเจ้าหญิงจริง ๆ แต่แม้มีชายมากมายขอหมั้นหมาย แต่เจ้าหญิงคางุยะก็ไม่ได้สนใจ ธรรมชาติและความสวยงามรอบ ๆ ตัวต่างหากที่ทำให้เธอรู้สึกมีความสุข แต่แล้วสุดท้ายเธอก็ต้องกลับไปยังที่ที่เธอจากมา... 

The Tale of Princess Kaguya แอนิเมชั่นเรื่องใหม่ล่าสุดจาก Studio Ghibli

The Tale of Princess Kaguya แอนิเมชั่นเรื่องใหม่ล่าสุดจาก Studio Ghibli
The Tale of Princess Kaguya แอนิเมชั่นเรื่องใหม่ล่าสุดจาก Studio Ghibli

The Tale of Princess Kaguya แอนิเมชั่นเรื่องใหม่ล่าสุดจาก Studio Ghibli


เข้าฉายในไทย 14 ธันวาคม