วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2558

St. Patrick’s Day


                 วันนักบุญแพทริค St. Patrick’s Day


                         history_of_st__patricks_day
                                                      ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ นักบุญแพทริค 

วันที่ 17 มีนาคม เป็นวันนักบุญแพทริค (Saint Patrick’s Day) วันสำคัญนี้มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศไอร์แลนด์ (Ireland)
สัญลักษณ์ของประเทศไอร์แลนด์คือใบชามร๊อค (Shamrock) หรือใบโคลเวอร์สามกลีบค่ะ หลายคนเชื่อว่าใบชามร๊อคเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดี
St. Patrick คือใคร?
แม้จะไม่มีประวัติที่ชัดเจนอย่างแท้จริงเกี่ยวกับ St. Patric แต่มีหลายๆหลักฐานที่สนับสนุนว่า St.Patric เกิดที่ Scotland หรือ อีกที่ ที่อาจเป็นไปได้ คือ Wales ประเทศ อังกฤษ เมื่อราวๆปี คริสตศักราช 370 มีชื่อเดิมว่า Maewyn Succat Calpurnius และ Conchessa พ่อแม่ของ Maewyn Succat เป็นคนพื้นเมืองเชื้อสายสวิต ที่อาศัยอยู่ใน ประเทศอังกฤษ
ในช่วงวัยรุ่น Maewyn ถูกลักพาตัวและส่งไปขายเป็น slavery ใน Ireland โดยถูกส่งตัวมารับใช้บาทหลวง ที่โบสถ์แห่งหนึ่ง ในช่วงเวลานั้นเอง Maewyn ได้เรียนรู้และเริ่มซึมซับเรื่องของศาสนา เค้าหลงไหลในการศึกษาศาสนา ในเวลานั้น Maewyn มีความตั้งใจว่า จะแล่นเรือออกไปนอก ไอร์แลนด์ หลังจากนั้นก็ได้ ล่องเรือไปตามชายฝั่งของ ไอร์แลนด์ เป็นระยะทางไกลถึง กว่า 100 ไมล์ จนมาถึงชายฝั่งของ ประเทศอังกฤษ
เมื่อมาถึง ประเทศอังกฤษแล้ว Maewyn ยังคงทำตามความตั้งใจของเขาต่อ ด้วยการ เผยแพร่ ปณิธานของเขา เค้าได้บอกเล่าเกี่ยวกับความฝันของเค้าเกี่ยวกับ ชายที่ชื่อ Victoricus ผู้ซึ่ง มาหาเค้าเมื่อตอนที่เค้ายังอยู่ที่ ไอร์แลนด์ พร้อมด้วยจดหมายฉบับหนึ่ง และนี่คือสิ่งที่ Maewyn เขียนไว้ในบันทึกของเค้า …
“เมื่อครั้งแรกที่ผมได้อ่านจดหมายฉบันนั้น ผมได้ยินเสียงร่ำไห้ในเวลาเดียวกัน เสียงนั้น ร้องว่า “เราทั้งสาม อยู่ตรงนี้ ได้โปรด เดินมาหาเราด้วย”
หลังจากนั้น Maewyn เดินทางไปเรื่อยๆ เพราะผู้คนใน ไอร์แลนด์ ยังไม่ค่อยยอมรับความเชื่อที่ว่านี้มากนัก เค้าเดินทางไปจนถึง ฝรั่งเศส และเได้บวชเป็นบาทหลวง จากนั้นจึงเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น Patrick (ความหมายใน ภาษาละติน แปลว่า บิดาของปวงชน) ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บาทหลวง Patrick ใช้ใบไม้ 3 ใบจากต้น แชมรอท (ต้นไม้ประจำชาติของไอร์แลนด์) เพื่อนำมาอธิบายคำสั่งสอน ให้กับชาวคริสเตียนถึงเรื่องส่วนประกอบ 3 องค์ คือ พระบิดา พระบุตรและ จิตวิญญาณ (ข้อมูลจาก http://www.yindii.com/)
ภายหลังจากการเสียชีวิตของ บาทหลวง Patrick ได้ถูกสถาปนา เป็น นักบุญ (โดยมีคำว่า Saint) นำหน้าเพื่อเป็นเกียรติืแก่เขา ดังนั้นเพื่อลำลึกถึง St.Patrick ผู้ซึ่งเป็นนักบวชสอนศาสนาชาว ไอร์แลนด์ ทุกๆวันที่ 17 มีนาคม ซึ่งเป็นวันครบรอบวันตายของ St.Patrick ในทุกๆปี จึงมีการจัดขบวนพาเหรด และ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีเขียว เปรียบเสมือนตัวแทนของต้น แชมรอท นั่นเอง

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2558

impressionism


impressionism


อิมเพรสชันนิซึม  (impressionism) เป็นขบวนการศิลปะที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 ซึ่งเริ่มต้นจากการรวมตัวกันอย่างหลวม ๆ ของจิตรกรทั้งหลายที่มีนิวาสถานอยู่ในกรุงปารีส พวกเขาเริ่มจัดแสดงงานศิลปะในช่วงทศวรรษที่ 1860 ชื่อของขบวนการนี้มีที่มาจากภาพวาดของโกลด มอแนที่มีชื่อว่า Impression, Sunrise ("Impression, soleil levant" ในภาษาฝรั่งเศส) และนักวิจารณ์ศิลปะนามว่าหลุยส์ เลอรัว (Louis Leroy) ก็ได้ให้กำเนิดคำคำนี้ขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจในบทวิจารณ์ศิลปะเชิงเสียดสีซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ Le Charivari อิทธิพลของอิมเพรสชันนิสม์ ยังแผ่ออกจากวงการศิลปะไปยังดนตรีและวรรณกรรม

     ลักษณะของภาพวาดแบบอิมเพรสชันนิซึมคือการใช้พู่กันตวัดสีอย่างเข้ม ๆ ใช้สีสว่าง ๆ มีส่วนประกอบของภาพที่ไม่ถูกบีบ เน้นไปยังคุณภาพที่แปรผันของแสง (มักจะเน้นไปยังผลลัพธ์ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเวลา) เนื้อหาของภาพเป็นเรื่องธรรมดา และมีมุมมองที่พิเศษ
    จิตรกรแนวอิมเพรสชันนิสม์ได้ฉีกกรอบการวาดที่มาตั้งแต่อดีต พวกเขาจึงได้ชื่อว่าเป็นพวกขบถ พวกเขาได้วาดภาพจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้าในปัจจุบันให้ดูประหลาดและไม่สิ้นสุดสำหรับสาธารณชนที่มาดูงานของพวกเขานักวาดแนวนี้ปฏิเสธที่จะนำเสนอความงามในอุดมคติ และมองไปยังความงามที่เกิดจากสิ่งสามัญแทน พวกเขามักจะวาดภาพกลางแจ้ง มากกว่าในห้องสตูดิโอ อย่างที่ศิลปินทั่วไปนิยมกัน เพื่อที่จะลอกเลียนแสงที่แปรเปลี่ยนอยู่เสมอในมุมมองต่าง ๆ
    ภาพวาดแบบอิมเพรสชันนิซึม ประกอบด้วยการตวัดพู่กันแบบเป็นเส้นสั้น ๆ ของสีซึ่งไม่ได้ผสมหรือแยกเป็นสีใดสีหนึ่ง ซึ่งได้ให้ภาพที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและมีชีวิตชีวา พื้นผิวของภาพวาดนั้นมักจะเกิดจากการระบายสีแบบหนา ๆ ซึ่งทำให้พวกเขาแตกต่างจากนักเขียนยุคเก่าที่จะเน้นการผสมผสานสีอย่างกลมกลืนเพื่อให้ผู้อื่นคิดว่ากำลังมองภาพวาดบนแผ่นแฟรมให้น้อยที่สุด องค์ประกอบของอิมเพรสชันนิสม์ ยังถูกทำให้ง่ายและแปลกใหม่ และจะเน้นไปยังมุมมองแบบกว้าง ๆ มากกว่ารายละเอียด

มูลเหตุสำคัญ
มูลเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดศิลปะคตินิยมอิมเพรสชันนิซึม พอสรุปได้ดังนี้
   - เป็นไปตามกฎวิวัฒนาการของธรรมชาติ ทุกสิ่งทุกอยางย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามครรลองของชีวิต สภาพหนึ่งสู่สภาพหนึ่ง ไม่สามารถหยุดอยู่กับที่ และความคิดร่วมสมัยย่อมเบื่อหน่ายกับสิ่งซ้ำซาก จำเจ มีกฎเกณฑ์ยุ่งยาก ไม่มีอิสระ ไม่มีการท้าทายสติปัญญา คตินิยมศิลปะแบบเก่า ๆ อาทิเช่น นีโอ-คลาสิค โรแมนติด และเรียลลิสม์ ซึ่งเกิดขึ้นและหมดความนิยมลง ล้วนเป็นบทพิสูจน์อันดีสำหรับกฎวิวัฒนาการ อนึ่ง สภาพของสังคม เศรษฐกิจ และ ปรัชญาของชีวิตได้แปรเปลี่ยน ไป คำว่าอิสรภาพ เสรีภาพ และภราดรภาพ เป็นหลักทั่วไปในการแสวงหาทางออกใหม่ ลัทธิปัจเจกชนได้รับการนับถือ ทางด้านเศรษฐกิจเป็นไปตามแนวเสรีนิยม ศิลปินต้องดำรงชีพอยู่ด้วยตนเองไม่มีข้อผูกพันหรือรับคำสั่งในการทำงานดังแต่ก่อน
    - ความก้าวหน้าทางวิชาการต่าง ๆ รุดไปอย่างรวดเร็วมาก โดยเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์การค้นคว้าทฤษฎีแม่สีแสงอาทิตย์เพิ่มเติม และนักวิทยาศาสตร์ชื่อ เชฟเริล (Chevereul) ได้เขียนตำราเกี่ยวกับทฤษฎีสี เป็นมูลเหตุจูงใจให้ศิลปินเห็นทางใหม่ในการแสดงออก ประกอบกับได้มีการประดิษฐ์กล้องถ่ายรูป ทำให้เขียนภาพเหมือนจริงลดความนิยมลงไป เพราะสิ่งประดิษฐ์ใหม่นี้ให้ผลิตผลที่เหมือนจริงและรวดเร็วกว่า
    - การคมนาคมโดยทั่วไปได้รับการพัฒนาให้รวดเร็วขึ้น ความเคลื่อนไหวถ่ายเททางศิลปวัฒนธรรมของชาติต่างเป็นไปโดยสะดวก ทำให้ศิลปินมีทรรศนะกว้างขวาง มีความเข้าใจต่อโลกภายนอกมากยิ่งขึ้น ดังตัวอย่างเช่น ในปี ค.ศ. 1867 มีการแสดงนิทรรศการศิลปกรรมของญี่ปุ่นขึ้นในปารีสซึ่งก่อให้เกิดแรงดลใจต่อศิลปินหนุ่มสาว หัวก้าวหน้าในยุคนั้นอย่างมากเป็นต้น
    - มีการพัฒนาสืบทอดความคิดของศิลปินรุ่นก่อนหน้านี้ ได้แก่พวกเรียลลิสต์ ซึ่งนิยมสร้างจากความเป็นจริงที่สามารถมองเห็นได้ และพวกจิตรกรหนุ่มกลุ่มธรรมชาตินิยม โดยเฉพาะพวกกลุ่มบาร์บิซง ซึ่งรวกันไปอยู่ที่หมู่บ้านบาร์บิซง ใกล้ป่าฟงแตนโบล อยู่ไม่ห่างจากปารีสเท่าใดนัก กลุ่มนี้จะยึดถือเอาธรรมชาติ อันได้แก่ ขุนเขาลำเนาไพร เป็นสิ่งที่มีความงามอันบริสุทธิ์และมีคุณค่าสูงสุดพวกเขาจะออกไปวาดภาพ ณ สถานที่ที่ต้องการ ไม่มัวนั่งจินตนาการอยู่ในห้องดังแต่ก่อน นอกจากนี้ยังได้รับแรงดลใจจากจิตรกรอังกฤษสองคน คือ จอห์น คอนสเตเบิล และวิลเลียม เทอร์เนอร์ ซึ่งมีแนวการสร้างงานคล้ายกลับกลุ่มบาร์บิซง
                           
                           


วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ราชาแห่งเทพนิยายฮันส์ คริสเตียนแอนเดอร์เซน?

                                     
                                           


  นักเขียนผู้แต่งเทพนิยายซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีของเด็ก ๆทั่วโลกผู้นี้ เขียนทั้งบทละคร  นวนิยาย  บทกวี  หนังสือท่องเที่ยวและอัตชีวประวัติไว้มากมาย แต่ปรากฏว่าผลงานเหล่านี้แทบจะไม่เป็นที่รู้จักกันเลยนอกประเทศเดนมาร์ก  ขณะที่เทพนิยายของเขาเป็นหนึ่งในบรรดางานเขียนที่ได้รับการแปลบ่อยครั้งที่สุดในประวัติศาสตร์วรรณกรรม
       แอนเดอร์เซนเกิดในสลัมของเมืองโอเดนส์ ใกล้กรุงโคเปนเฮเกน บิดาเป็นช่างทำรองเท้าฐานะยากจน  เนื่องจากเขาเกิดมามีหน้าตาขี้เหร่  จึงเป็นเด็กขี้อาย  และมักถูกเพื่อนที่โรงเรียนแกล้งเสมอ เมื่ออายุได้ ๑๑ ปี บิดาของเขาเสียชีวิตลงเขาจึงต้องออกจากโรงเรียนเพื่อไปทำงานในโรงงาน  ในยามว่างเขาชอบอ่านบทละครและทำหุ่นชักเล่นตามเรื่องที่อ่านในโรงละครเด็กเล่นที่เขาสร้างขึ้นในบ้าน
       พออายุ ๑๔ ปี แอนเดอร์เซนจากบ้านเกิดไปแสวงโชคยังกรุงโคเปนเฮเกน  เขาพยายามทุกอย่างเพื่อให้ได้เข้าวงการละครตั้งแต่เขียนบท แสดง ร้องเพลง และเต้นรำ เล่ากันว่าเขามุ่งหวังที่จะเป็นนักเต้นรำและนักร้องอุปรากร แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อถูกปฏิเสธภายหลังการทดลองแสดงครั้งแรก โชคดีที่โจนาสคอลิน ผู้กำกับการแสดงคนหนึ่งของโรงละครแห่งโคเปนเฮเกนเห็นแววทางด้านการเขียนของแอนเตอร์เชน จึงช่วยรวบรวมเงินส่งเสียให้เขาเรียนต่อ ขณะนั้นเขาอายุ  ๑๗  ปีแล้ว แต่ต้องไปนั่งเรียนชั้นเดียวกับเด็กเล็ก แม้ว่าประสบการณ์ ๕ ปีในโรงเรียน จะเป็นสิ่งที่ค่อนข้างทุกข์ทรมานสำหรับเขา  แต่ก็ทำให้เขาสามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยได้
       แอนเดอร์เซนเขียนบทละครหลายเรื่อง แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก เขาดูจะเป็นที่ยอมรับในฐานะนักเขียน นวนิยายมากกว่า ในปี ค.ศ. ๑๘๓๕ หนังสือรวมเทพนิยายเล่มแรกของเขาได้รับการตีพิมพ์  คำวิจารณ์ต่อหนังสือเล่มนี้ออกไปในด้านลบ  ซึ่งเขาก็ยอมรับและให้ความสำคัญกับงานเขียนสำหรับผู้ใหญ่มากกว่า  อย่างไรก็ตาม  เขายังคงผลิตนิทานสำหรับเด็กออกมาอย่างต่อเนื่อง
       แอนเดอร์เซนนำตำนานพื้นบ้านมาเล่าใหม่  แต่ด้วยความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจในเพื่อนมนุษย์  นิทานที่เขาเล่าจึงแฝงไว้ด้วยคุณธรรมและความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ลึกซึ้งกินใจกว่าเรื่องดั้งเดิมมาก  วิธีการเล่าเรื่องของเขาใช้สำนวนและโครงสร้างของภาษาพูด  ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประเพณีการเขียนหนังสือ  เขารู้จักผสมผสานความสามารถในการเล่าเรื่องเข้ากับพลังจินตนาการและความเป็นสากลที่แฝงอยู่ในตำนานพื้นบ้าน ทำให้เทพนิยายของเขาเชื่อมโยงได้กับหลาย ๆ  วัฒนธรรม อีกเหตุผลหนึ่งที่นิทานของแอนเดอร์เซนจับใจคนจำนวนมากก็คือ การที่เขาประกาศตนยืนข้างผู้อับโชคและผู้ที่ถูกสังคมทอดทิ้ง
      แอนเดอร์เซนหยุดเขียนหนังสือในปี ค.ศ. ๑๘๗๒ เนื่องจากสุขภาพทรุดโทรม เขาถึงแก่กรรมในอีก ๓ ปีต่อมาด้วยโรคมะเร็ง ผลงานเทพนิยายของแอนเดอร์เซนมีมากกว่า ๑๖๐  เรื่อง ตัวอย่างเรื่องที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง  ได้แก่  ลูกเป็ดขี้เหร่ เงือกน้อย เด็กขายไม้ขีดไฟ รองเท้าสีแดง ฉลองพระองค์ใหม่ของพระราชา  ราชินีหิมะ  เป็นต้น  นิทานของเขาได้รับการถ่ายทอดออกเป็นภาษาต่าง  ๆ  ถึง  ๘๐  ภาษา

Local Buildings Moor Park Mansion


Istanbul - City of the Seven Hills in 4K!


Road to Machu Picchu - Peru in 4K


Pamukkale ปราสาทปุยฝ้ายสุดวิจิตร

                           
                               น้ำพุร้อนปามุคคาเล (pamukkale)

    ปามุคคาเล (Pamukkale) ปราสาทปุยฝ้ายสุดวิจิตร บ่อน้ำร้อนศักดิ์สิทธิ์แห่งตุรกี ทั้งงดงามราวกับเป็นน้ำพุร้อนจากสวรรค์ และมีสรรพคุณในการบำบัดโรคจนกลายเป็นสปาธรรมชาติมานานกว่าพันปี

            หากจะคิดถึงสถานที่ท่องเที่ยวอันแสนงดงาม ราวกับไม่น่าจะมีอยู่จริงบนโลกใบนี้ ปามุคคาเลหรือ พามุคคาเล (Pamukkale) ดินแดนแห่งน้ำพุร้อน ในประเทศตุรกี ซึ่งมีลักษณะคล้ายระเบียงน้ำพุร้อนที่ซ้อนกันหลายชั้น มีขอบหินปูนสีขาว ดูวิจิตรงดงามและสะอาดบริสุทธิ์ราวกับปุยฝ้ายแห่งนี้ คงจะเป็นหนึ่งในสถานที่ซึ่งผุดขึ้นมาในใจของหลาย ๆ คนเป็นแน่ และแน่นอนว่ามันคงเป็นราวกับดินแดนในฝันของนักท่องเที่ยวหลายคนทีเดียว
            สำหรับ ปามุคคาเล ซึ่งแปลว่า ปราสาทปุยฝ้าย (Cotton Castle) ในภาษาตุรกี ตั้งอยู่ในเมืองปามุคคาเล จังหวัดเดนิซลิ (Denizli) ประเทศตุรกี มีลักษณะเป็นระเบียงน้ำพุเกลือร้อน ซึ่งเกิดขึ้นจากการเกิดแผ่นดินไหวของโลกในอดีต มีความยาวประมาณ 2.7 กิโลเมตร สูง 160 เมตร ความงดงามสุดวิจิตรของสถานที่แห่งนี้เกิดขึ้นจากบ่อน้ำร้อนที่อุดมไปด้วยแคลเซียมคาร์บอเนต หรือหินปูน ซึ่งเมื่อน้ำพุร้อนระเหยขึ้นมาเป็นเวลาเนิ่นนาน ไอน้ำก็จะค่อย ๆ ก่อให้เกิดชั้นของแคลเซียมเกาะบริเวณขอบบ่อจนเกิดเป็นผนังสีขาวขึ้นนั่นเอง

            ด้วยความเชื่อว่า ปามุคคาเล เป็นเหมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีสรรพคุณในการรักษาบำบัดการอาการต่าง ๆ ทำให้ในอดีตชนเผ่ากรีก-โรมันได้เข้ามาสร้างเมืองอยู่บนบ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ และขนานนามเมืองนั้นว่า ฮีเอราโพลิส อันหมายถึงเมืองศักดิ์สิทธิ์ และปามุคคาเล ก็ได้ถูกใช้เป็นสปาบำบัดโรคมานานกว่าพันปี กระทั่งปามุคคาเลได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอย่างเป็นทางการร่วมกับเมือง ฮีเอราโพลิส เมื่อปี 2531 จึงได้มีการปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวลงไปอาบแช่แล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้สถานที่แห่งนี้เกิดความเสียหาย


                                 ปามุคคาเล ปราสาทปุยฝ้ายสุดวิจิตร บ่อน้ำร้อนศักดิ์สิทธิ์แห่งตุรกี