วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2556
คำคมสะกิดใจ👍✨
วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2556
ระบบการศึกษาในสิงคโปร์
การศึกษาของสิงคโปร์
วันเสาร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2556
หมากฝรั่งทำมาจากอะไรกันนะ?
ที่คนพื้นเมืองในอเมริกากลางเรียกกันว่า ต้นชิกเคิล แต่ใน ปัจจุบันนิยมทำจากยางธรรมชาติ หรือยางสังเคราะห์ ซึ่งเป็นโพลิเมอร์ที่มีลักษณะอ่อนนิ่ม ข้น เหนียว ไม่มีสี กลิ่น ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ส่วนผสมอื่นๆ ที่ใช้ทำหมากฝรั่งได้แก่ สารเคมีที่ทำให้ยางเหนียวนุ่ม สารเติมแต่งรสชาติ กลิ่น สีสังเคราะห์ เกร็ดมิ้นท์ และสารกันเสีย ซึ่งหมากฝรั่งที่ไม่มีน้ำตาลก็นิยมใส่สาร แอสปาแตม และไซลิทอล หรือสารให้ความหวาน
เคล็ดลับการดำรงชีวิตในญี่ปุ่น
เคล็ดลับการดำรงชีวิตในญี่ปุ่น
ขอเชิญทุกท่านอ่านบทความสั้น ๆ ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมญี่ปุ่น เช่น ภาษา ขนบธรรมเนียม และมารยาทในสังคม ท่านอาจได้พบคำตอบในสิ่งที่สงสัยมานาน
บทเรียนบทที่ 50 sasete itadakimasu สำนวนแสดงความถ่อมตัวของกริยา shimasu ซึ่งแปลว่า "ทำ"
ในการสนทนาของคนญี่ปุ่นสมัยปัจจุบันนี้ มักมีสำนวน sasete itadakimasu ปรากฏออกมา ดูเหมือนมีคนมากขึ้นคิดว่า พอพูด sasete itadakimasu แค่นี้ก็สุภาพดี เช่น ในช่วงต้นของการประชุม พูดว่า setsumei sasete itadakimasu หรือ "ขอความกรุณาให้ได้อธิบาย" ซึ่งอันที่จริง พูดแค่ว่า setsumei shimasu หรือ "จะอธิบาย" ก็เพียงพอแล้ว
นอกจากนี้ ที่ทางเข้าร้านค้า บางทีจะเห็นป้ายเขียนว่า jūji kara eigyô sasete itadakimasu แปลตามตัวอักษรคือ "ขอความกรุณาให้เราเปิดทำการตั้งแต่ 10 นาฬิกา" นี่ก็เป็นการใช้ที่ผิด
อย่างไรก็ตาม ภาษาเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ต่อไปวิธีการพูดแบบนี้อาจได้รับการยอมว่าเป็น "ภาษาญี่ปุ่นที่ถูกต้อง" เข้าสักวันหนึ่งก็ได้
บทเรียนบทที่ 49 การอาบน้ำ
ในห้องอาบน้ำที่บ้านของคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีอ่างอาบน้ำด้วย อ่างจะมีขนาดที่พอให้ชายวัยผู้ใหญ่สามารถนั่งเหยียดขาออกไปและแช่น้ำน้ำร้อนท่วมถึงไหล่ได้ น้ำร้อนในอ่างนั้น ทุกคนในบ้านจะใช้ร่วมกัน ดังนั้น ก่อนลงไปแช่ จะต้องชำระล้างร่างกายให้สะอาดเสียก่อน
คนญี่ปุ่นไม่เพียงแต่ลงแช่น้ำในอ่างที่บ้านเท่านั้น แต่ยังไปใช้บริการบ่อน้ำแร่ร้อนกันอยู่บ่อย ๆ ด้วย การไปเที่ยวโดยมีจุดมุ่งหมายว่าจะไปบ่อน้ำแร่ร้อน เรียกว่า onsen ryokô ที่พักบางแห่งมีบ่อน้ำแร่ร้อนให้บริการอยู่กลางแจ้งเพื่อให้ชมทิวทัศน์ภายนอกได้ด้วย บ่อน้ำร้อนแบบนั้นเรียกเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า rotenburo ซึ่งให้ความรู้สึกโล่งสบายไปหมด จึงเป็นที่นิยม
บทเรียนบทที่ 48 อาหารการกินตามฤดูกาล
ญี่ปุ่นมี 4 ฤดู แต่ละฤดูมีอาหารประจำฤดู มาทำความรู้จักอาหารประจำฤดูกันจำนวนหนึ่ง
อาหารที่เป็นตัวแทนของฤดูใบไม้ผลิคือ "หน่อไม้" และ "ปลาโอที่จับได้ชุดแรกของปี"
สำหรับฤดูร้อน คนญี่ปุ่นมักทาน "แตงกวา" และ "ปลาไหล" แตงกวาจะช่วยบรรเทาความร้อนของร่างกายที่รู้สึกร้อนผ่าว และมองกันว่าเป็นผักชนิดสำคัญที่ช่วยป้องกันโรคลมเหตุร้อน
ในฤดูใบไม้ร่วง มีคำกล่าวว่าเป็น "ฤดูใบไม้ร่วงแห่งการเจริญอาหาร" ที่กล่าวกันอย่างนี้ก็เพราะช่วงนี้เป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตที่เป็นวัตถุดิบอาหาร ซึ่งจะมีออกมามากมาย เช่น ลูกพลับ ปลาซัมมะ เห็ด เป็นต้น
สำหรับฤดูหนาว มักจะทาน "หัวไชเท้า" และ "ปลาทะระ" เพื่อให้ช่วยรักษาความอบอุ่นแก่ร่างกาย
บทเรียนบทที่ 47 สินค้าขึ้นชื่อ
ประเทศญี่ปุ่นเป็นหมู่เกาะที่ทอดตัวยาวในแนวเหนือใต้ ภูมิอากาศจึงแตกต่างกันอย่างมากตามแต่ละภูมิภาค มีทัศนียภาพประจำ 4 ฤดูกาลที่เปี่ยมไปด้วยความน่าชม และแต่ละพื้นที่ก็มีผลิตภัณฑ์เกษตรและสินค้าขึ้นชื่อเฉพาะพื้นที่ด้วย
จังหวัดชิซุโอะกะซึ่งอยู่ที่เชิงเขาของภูเขาฟูจิ มีชาเป็นสินค้าขึ้นชื่อประจำถิ่นและผลิตชาได้มากที่สุดในญี่ปุ่น นอกจากนี้ เนื่องจากจังหวัดนี้อยู่ติดทะเล จึงอุดมไปด้วยผลิตภัณฑ์สด ๆ จากทะเลมากมาย เช่น ลูกปลาซาร์ดีน และกุ้งซากุระ
แน่นอนว่าโตเกียวก็มีสินค้าขึ้นชื่อ หนึ่งในนั้นคือสาหร่ายซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับซูชิ สาหร่ายที่เก็บจากอ่าวโตเกียวขึ้นชื่อเรื่องความหวานและกลิ่นหอม
ปัจจุบัน ถ้าใช้บริการซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ต จะสามารถเพลินใจไปกับสินค้าขึ้นชื่อจากทั่วญี่ปุ่นได้โดยสั่งให้ส่งมาถึงบ้าน แต่ความเพลินใจอันสูงสุดย่อมอยู่ที่การได้ไปยังสถานที่จริง และลิ้มรสของขึ้นชื่อเหล่านั้นตามฤดูด้วยตนเอง
บทเรียนบทที่ 46 ภูเขาฟูจิ
ฤดูกาลที่เหมาะสำหรับการปีนภูเขาฟุจิมากที่สุดคือเดือนกรกฎาคมกับเดือนสิงหาคม ในช่วงสองเดือนที่ว่านี้ จะมีคนมุ่งมั่นไปปีนภูเขาฟุจิจนถึงยอดมากกว่า 3 แสนคน ในจำนวนนี้ เกือบร้อยละ 30 เป็นชาวต่างชาติ แม้ว่าจะเป็นฤดูร้อนของญี่ปุ่น แต่พอขึ้นไปใกล้ ๆ ยอดเขาฟุจิซึ่งมีความสูง 3,776 เมตร อุณหภูมิจะลดวูบลง อากาศก็เปลี่ยนแปลงง่าย สิ่งที่จำเป็นต้องนำไปด้วย ได้แก่ อุปกรณ์กันฝน เครื่องกันหนาว น้ำ อาหารยามฉุกเฉิน นอกจากนี้ ยังต้องระวังเรื่องการเมาความสูงด้วย
สำหรับภูเขาฟูจิซึ่งเป็นที่นิยมของทุกคนไม่ว่าจะเพศใดวัยใด แต่เมื่อประมาณ 150 ปีก่อน ผู้หญิงไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นภูเขาฟุจิ แม้กระนั้นก็ตาม มีบันทึกระบุว่า ก่อนหน้านั้น ก็มีผู้หญิงแต่งตัวปลอมเป็นผู้ชายและผสมปนเปปีนขึ้นไปด้วย นี่แสดงว่า ยอดเขาฟุจิมีเสน่ห์เย้ายวนใจผู้คนมาตั้งแต่โบร่ำโบราณอันไกลโพ้นแล้ว
บทเรียนบทที่ 45 เงินใช้จ่ายส่วนตัวของพนักงานเงินเดือน
ไม่ทราบว่า ในครอบครัวของคุณผู้ฟัง ใครคือผู้กุมกระเป๋าสตางค์ประจำบ้าน? ครอบครัวญี่ปุ่นประมาณร้อยละ 70 ภรรยาคือผู้ดูแลรายรับรายจ่ายของบ้าน ดังนั้น เงินที่สามีสามารถนำไปใช้จ่ายได้อย่างอิสระจึงมีจำกัด
ผลการสำรวจว่าด้วย "เงินใช้จ่ายของพนักงานเงินเดือน" ซึ่งธนาคารแห่งหนึ่งเป็นผู้จัดทำมานานกว่า 30 ปี ชี้ว่า เงินใช้จ่ายส่วนตัวเฉลี่ยเมื่อปี 2553 ของพนักงานเงินเดือนญี่ปุ่นคือ เดือนละ 40,600 เยน กว่าครึ่งหนึ่งของผู้ตอบการสำรวจระบุว่าใช้เงินนั้นในการ "ซื้ออาหารกลางวัน" และ "ใช้จ่ายเพื่องานอดิเรก"
จากวงเงินที่ใช้จ่ายได้อย่างจำกัด จำเป็นต้องแบ่งสรรอย่างมีทักษะเพื่อให้ใช้จ่ายได้ลงตัวไม่ใช่แค่ค่าอาหารกลางวันเท่านั้น แต่ต้องเจียดไว้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการสังสรรค์เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงานและสำหรับงานอดิเรกด้วย สำหรับคำถามที่ว่า "พยายามประหยัดค่าใช้จ่ายเรื่องอะไรมากที่สุด" ผู้ชายส่วนใหญ่ตอบว่า "ประหยัดค่าอาหารกลางวัน" ดูเหมือนว่า พนักงานเงินเดือนเหล่านี้นำข้าวกล่องไปทานเอง หรือไม่ก็เลือกร้านอาหารที่ถูกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้นั่นเอง. แล้วเจอกันไหมนะคะ^^
ขนมหวานเจี๊ยบ!!!!><
วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556
คำคมชวนคิด^^
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจากkushandwizdom.tumblr.com
เมื่อพูดถึงชื่อของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ แล้ว แน่นอนว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักหรือไม่เคยได้ยินชื่อของเขาเป็นแน่เพราะเขาเป็นอัจฉริยะระดับโลก ที่โด่งดังทั้งในวงการวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และยังเป็นนักคิดค้นที่ไม่เคยหยุดเรียนรู้ค้นหาเลยตลอดช่วงชีวิต 76 ปีของเขา และด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ไอน์สไตน์มีผลงานที่เป็นคุณประโยชน์ต่อโลกใบนี้มากมาย อีกทั้งความคิดของเขาก็ถูกเรียงร้อยออกมาเป็นถ้อยคำถ้อยอักษร ชวนให้คนรุ่นหลังได้คิดตามและนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตอีกด้วย
วันนี้กระปุกดอทคอม ก็เลยขอหยิบยกคำคมชวนคิดจากอัจฉริยะท่านนี้ที่เว็บไซต์kushandwizdom.tumblr.com ได้รวบรวมไว้เป็นคำคมรูปภาพมาฝากกัน ซึ่งแต่ละคำคมก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก และหลายคำคมก็ถูกใช้เป็นคติในการดำรงชีวิตของใครหลายคนไปแล้ว ว่าแล้วก็ไปดูกันเลยว่า คำคมของอัจฉริยะระดับโลกท่านนี้ มีอะไรบ้าง
วันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
ความเป็นมาของขนมสีสันสดใสนี้มีชื่อเรียกว่าอะไรกันนะ?
ขนมสีสันสดใสที่น่ารับประทานนี้เป็นขนมที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอิตาลี มาจากคำว่า "Maccaone หรือ Maccherone" ในภาษาอิตาลี มาการองหรือมาการูน เปิด ตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 1553 โดยเชฟหญิงชาวอิตาลีที่มีนามว่า Catherine de Medicis ในงานแต่งงานของเธอกับ Duc d'Orleans หรือกษัตริย์เฮนรี่ที่ 2 ของฝรั่งเศส ในอีก 21 ปีต่อมานั่นเอง
มาการองหรือมาการูน เริ่มแรกเป็นขนมที่ทำขึ้นมาง่ายๆจากอัลมอนต์ น้ำตาลและไข่ขาวเท่านั้น ซึ่งเป็นของที่มีราคาไม่แพงและมีคุณค่าทางอาหาร มีการบันทึกไว้ว่าหลานสาวของ Catherine de Medicis และชาวฝรั่งเศสใช้รับประทานเพื่อประทังชีวิตในยุคข้าวยากหมากแพง
จนกระทั่งช่วงต้นศตวรรษที่ 20 หน้าตาของ มาการองหรือมาการูน ก็เปลี่ยนไปเป็นขนมที่มีสีสันฉูดฉาด และนำมาการูนสอง แผ่นมาประกบกันโดยมีไส้ "chocolate panache (ช็อกโกแล็ตผสมครีม)" โดย Pierre Desfontaines หลายชายของ Louis Ernest Laduree (Laduree pastry and Salon de the,rue Royale) ร้านเบเกอรี่ชื่อดังในฝรั่งเศสการทำมาการองคร่าวๆ คือ การผสมไข่ขาว น้ำตาลทราย และอัลมอนด์ล้วนๆบดละเอียดจนเป็นผงคล้ายแป้ง เรียกส่วนผสมนี้ว่า เมอแรงก์ (meringue) ตักเมอแรงก์ใส่กรวยแล้วบีบลงบนถาดอบเป็นชิ้นกลมๆขนาดเล็ก และต้องตากทิ้งไว้สักพักแล้วจึงนำเข้าเตาอบ ออกมาเป็นฝามาการอง (Shell) แล้วทำไส้สอดไว้ตรงกลาง
การทำมาการองต้นตำรับ แตกต่างกันตั้งแต่วิธีเตรียมเมอแรงก์แบบที่นิยมทำกันในปัจจุบัน การทำมาการองแบบต้นตำรับนั้นต้องใช้วิธีเตรียมเมอแรงก์แบบ "เฟรนช์ เมอแรงก์ (French Meringue)" คือการตีไข่ขาวกับน้ำตาลทรายแบบไม่ต้องต้ม ใช้มือค่อยๆตีไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นวิธีดั้งเดิมที่คนฝรั่งเศสทำมาเมื่อร้อยปีที่ผ่านมา ร้านมาการองที่มีชื่อเสียงในปัจจุบันของฝรั่งเศสก็ยังใช้วิธีดั้งเดิมนี้ อยู่ แต่ตอนนี้คนส่วนใหญ่ไม่มีใครทำแล้ว เพราะวิธีทำยุ่งยากกว่าวิธีต้มน้ำตาลด้วยความร้อนซึ่งจะทำให้ผิวของมาการอง ไม่เหมือนกัน และแบบดั้งเดิมต้องใช้เวลาตากที่อุณหภูมิห้องอย่างน้อย 3 ชั่วโมงถึงจะนำเข้าอบได้ ขณะที่วิธีต้มน้ำตาล ทิ้งไว้เพียง 15 นาที ก็นำเข้าเตาอบได้เลย
มาการองสมัยนี้นิยมต้มน้ำตาลทรายที่อุณหภูมิ 118 องศาเซลเซียส ซึ่งเมื่อรวมกับไข่ขาวจะมีความแน่นและคงตัวช่วยไม่ให้ผิวหน้ามาการองแตกจาก การอบ ผิวเรียบสวย แต่ไม่มีความนุ่มเท่ากับวิธีตีน้ำตาลทราย ไข่ขาวและผงอัลมอนด์ให้ขึ้นฟูเบาๆ ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญ
การทำมาการองต้นตำรับแบบ เฟรนช์ เมอแรงก์ ทำให้ได้ตัวฝามาการอง (Shell) ซึ่งผิวสัมผัสด้านนอกจะกรอบบางๆ กัดนิดหนึ่งจะพบความนุ่มของเนื้อเชลล์แทบจะละลายในปากผสมกลมกลืนไปกับรสชาติ ของไส้
ลักษณะเฉพาะของมาการองอีกจุด คือ "ชายลูกไม้ฝรั่งเศส (skirt)" คือส่วนที่เป็นรอยหยักๆ บริเวณรอบๆขอบเชลล์ ซึ่งเกิดจากส่วนผสมและการอบที่เหมาะสม ถ้าอบแล้วไม่มีสเกิร์ตเกิดขึ้น ตัวเชลล์จะกลายเป็นขนมผิงที่กรอบทั้งชิ้น
ก็ได้รู้ความเป็นมาและลักษณะของ มาการองหรือมาการูน กันพอสังเขปแล้วนะคะ ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์และเป็นแรงบันดาลใจให้เพื่อนๆที่รักการทำเบเกอรี่ ลองทำขนมสีสันฉูดฉาดที่ชื่อ "มาการอง (Macaroon)" กันดูนะคะ เผื่ออาจจะได้ใช้ประโยชน์ในยามข้าวยากหมากแพงกันค่ะ แต่สำหรับในเมืองไทยน่าจะราคาแพงกว่าข้าวสารอยู่ดีนะคะ...^___^
