วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2557

อัตเซปซุต

    ราชินีฮัตเชปซุต (Hatshepsut ):ทรงครองราชย์ในปีที่1505 - 1484 ก่อน ค.ศ.พระนางฮัตเชปซุตเป็นพระราชธิดาของฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 1 กับพระราชินีอาโมซิสโดยพระนามฮัตเชปซุต มีความหมายว่า " ยอดขัตติยา " เนื่องจากราชินีอาโมซิสไม่มีพระโอรส ดังนั้นสิทธิในราชบัลลังก์จึงตกอยู่กับโอรสของทุตโมซิสที่ 1 กับพระชายารองที่ชื่อ มุทโนเฟรท (Mutnofret) และในปีที่ 1519 ก่อน ค.ศ. ก็ทรงขึ้นครองราชย์เป็นฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 2 โดยอ�� ิเษกกับเจ้าหญิงฮัตเชปซุต ซึ่งเป็นพี่สาวต่างมารดา ตามประเพณีของอียิปต์เพื่อรัหษาสายเลือดอันบริสุทธิ์ของพระราชวงศ์ ทุตโมซิสที่2 เป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอและไม่มีความสามารถในการรบหรือการปกครองเท่าพระบิดา อำนาจในการบริหารงานจึงตกอยู่ในมือราชินีอันที่จริงนั้นพระนาสงฮัตเชปซุตก็เคยช่วยพระบิดา บริหารราชกิจมา บ้างตั้งแต่ยังเป็นเจ้าหญิงหลังจากครองราชย์เพียง14 ปี ฟาโรห์ทุตโมซิสที่2 ก็สวรรคตโดยไม่มีโอรส กับพระนางฮัตเชปซุต มีเพียงพระธิดา คือเจ้าหญิงเนเฟอร์รูเร(Neferure)เท่านั้น

         

ราชินีฮัตเชปซุต (Hatshepsut )

    อย่างไรก็ตาม ทรงมีโอรสกับพระชายารองที่ชื่อ ไอซิส อีกหนึ่งองค์คือ เจ้าชายทุตโมซิส เนื่องจากเจ้าชายทุตโมซิสยังทรงพระเยาว์มาก ดังนั้นพระนางฮัตเชปซุตผู้มีศักดิ์เป็นป้าจึงเป็นผู้สำเร็จราชการแทน และหลังจากกุมอำนาจได้หลายปีด้วยความทะเยอทะยานพระนางจึงตัดสิน พระทัยขึ้นเป็นฟาโรห์ปกครองอียิปต์ในที่สุด พระนางได้ประกาศองค์เป็นธิดาผู้เป็นที่รักของสุริยเทพอามอน - รา เพื่อสร้างความชอบธรรมในการครองบัลลังก์ นอกจากนี้พระนางยังทรงสร้างเสาโอบีลิคส์ซึ่งเป็นแท่งหินสูงสามสิบเนตรมียอดหุ้มด้วย เงินผสมทองคำและสลักเรื่องราวของพระนางลงไป นอกจากนี้เวลาปรากฏองค์ต่อหน้าสาธารณชนพระนางจะสวมเครื่องทรงของบุรุษ และมีเคราปลอมสวมอยู่ทำให้รูปสลักของพระนางมีเคราเหมือน ผู้ชาย

ตลอดรัชสมัยของฮัตเชปซุตแผ่นดินอียิปต์สงบร่มเย็นมีเพียงสงครามย่อยๆในนูเบียและคาบสมุทรไซนายอย่างละครั้งเท่านั้น ในยุคนี้ได้ชื่อว่าเป็นยุคแห่งความรุ่งเรืองทางการค้าและศิลปะ พระนางได้ส่งกองเรือไปสำราจดินแดนพันต์ (Punt) ซึ่งอยู่ตอนในของอาฟริกาและนำสินค้ามีค่าต่างๆกลับมาสู่อียิปต์ พระนางฮัตเชปซุตมีเสนาบดีคู่พระทัยชื่อว่าเซเนมุท(Senemut) ซึ่งเป็นผู้ดูแล เจ้าหญิงเนเฟอร์รูเร และเชื่อกันว่าเป็นชู้รักของพระนางอีกด้วย เซเนมุทเป็นสถาปนิกที่มีความสามารถและเป้นผู้ออกแบบสิ่งก่อสร้างในรัชสมัยนี้รวม ทั้งมหาวิหารเดียร์-เอล-บาห์รี ที่งดงามไม่แพ้มหาวิหารอาบูซิมเบล     

มีการก่อสร้างวิหารอุทิศแด่เทพเจ้า

    พระนางฮัตเชปซุตยังดูแลเจ้าชายทุตโมซิสเป็นอย่างดีและเมื่อเจ้าชายเจริญวัยขึ้น พระนางก็ได้แต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพอีกด้วยและแล้วในปีที่22 ของการครองราชย์ ฟาโรห์ฮัตเชปซุตก็หายสาปสูญไปจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างลึกลับ รวมทั้งเซเนมุทเสนาบดีคู่พระทัย โดยไม่มีใครทราบว่าเกิดอะไรขึ้น กับทั้งสอง บางทีทั้งคู่อาจถูกกำจัดไปโดยฝ่ายของทุตโมซิสที่3 ซึ่งกำลังเรืองอำนาจหรือไม่เช่นนั้นพระนางก็อาจสละราชสมบัติและหนีไปกับเซเนมุทก็เป็นได้ หลักฐานและบันทึกเกี่ยวกับพระนางถูกทำลาย จนแทบไม่มีอะไรเหลือ โดยฟาโรห์ทุตโมซิสที่3 ซึ่งไม่พอพระทัยที่ต้องทรงอยู่ในอำนาจของพระนางมาเป็นเวลานาน

วันอังคารที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2557

อีโบล่า

เจาะลึกให้รู้“อีโบล่า”ไวรัสอันตราย ทั่วโลกเฝ้าระวัง!!

  

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันโลกมีการพบเชื้อไวรัสใหม่ ๆ เชื้อไวรัสกลายพันธุ์หลายชนิด เชื้อไวรัสที่แพร่เฉพาะสัตว์ ตลอดจนเชื้อไวรัสที่สามารถผ่านจากสัตว์มาสู่คน ซึ่งบางชนิดก็ได้อาละวาดแพร่ระบาดให้ชาวโลกหวาดผวาไปตาม ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไข้หวัดนก หรือ เชื้อมือเท้าปาก

อย่างไรก็ตาม มีเชื้อไวรัสอันตรายถึงชีวิตบางชนิดระบาดเฉพาะในภูมิภาคของซีกโลกหนึ่ง ไม่ได้แพร่ไปสู่คนทั้งโลก แต่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ทั่วทุกภูมิภาค ต่างก็เฝ้าระวังป้องกันไม่ให้เข้าไปแพร่ระบาดในประเทศของตนเองด้วยมาตรการต่าง ๆ เพื่อความไม่ประมาท

ล่าสุด เกิดเชื้อไวรัสอันตรายที่ทำให้โลกตกใจขึ้นมาอีกครั้ง นั่นคือเชื้อไวรัส “อีโบล่า” หรือ ไข้เลือดออกอีโบล่า ซึ่งระบาดในประเทศยูกันดา ทวีปแอฟริกา คร่าชีวิตผู้คนเพิ่มเป็น 15 รายแล้ว โดยระบาดหนักแถบภาคตะวันตก ห่างจากเมืองหลวง กรุงกัมปาลา ประมาณ 200 กม. และห่างจากพรมแดนของสาธารณรัฐประชาธิปไตคองโก เพียง 50 กม.

สำหรับเชื้อไวรัสอีโบล่านี้ เป็นกลุ่มโรคไข้แล้วมีเลือดออกชนิดหนึ่ง ซึ่งร้ายแรงถึงเสียชีวิต เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนใช้ป้องกัน และรักษาโดยได้รับการประกาศจากองค์การอนามัยโลกจัดให้อยู่ใน “ความปลอดภัยชีวภาพ ระดับ 4” ถือเป็นหนึ่งในเชื้อโรคอันตรายมากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก

หากไล่เลียงย้อนอดีตไป มีรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศว่า เชื้อไวรัสอีโบล่าถูกตั้งชื่อตามแม่น้ำขนาดเล็กในคองโก ทั้งนี้ เชื่อว่าเป็นไวรัสที่ผ่านจากสัตว์ไปสู่คน แต่ยังไม่พบการระบุว่าสัตว์ชนิดใดเป็นพาหะ

โดยเชื้อไวรัสอีโบล่าเกิดการระบาดครั้งแรกทางตอนใต้ของซูดาน เมื่อช่วงกลางปี 2519 ครั้งนั้นมีผู้ป่วยเกือบ 300 คน และเสียชีวิตกว่า 100 ราย จากนั้น ในบางปีต่อ ๆ มาก็พบการระบาดบ้างทั้งการระบาดใหญ่ และระบาดเล็กในบางประเทศของทวีปแอฟริกา สำหรับยูกันดาเกิดการระบาดครั้งแรกเมื่อปี 2543-2544 ระยะเวลาราว 5 เดือน มีผู้ป่วยกว่า 400 คน และเสียชีวิตกว่า 200 ราย

ลักษณะอาการจะมีไข้ขึ้นสูง เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดตามข้อ-กล้ามเนื้อ รวมถึงช่องท้อง และหนักถึงขั้นอาเจียน ท้องร่วงรุนแรง เกิดผื่น ตลอดจนตาแดงจัด แพร่เชื้อโดยการสัมผัสโดยตรงกับเลือด หรือ สารคัดหลั่งจากร่างกายผู้ติดเชื้อ

ทั้งนี้ ในประเทศไทยยังไม่มีรายงานว่าเคยพบผู้ป่วยด้วยเชื้อไวรัส “อีโบล่า” ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันจากจำนวนมนุษย์ ตลอดจนการติดต่อ พบปะ สัญจรถึงกันได้สะดวกกว่าอดีตมาก อาจเป็นช่องทางหนึ่งที่โรคต่าง ๆ จะมีโอกาสเล็ดลอดแฝงเข้าไปถึง แม้จะเป็นพื้นที่ห่างไกลกันครึ่งค่อนโลกก็เป็นได้ จึงไม่ควรประมาท!!.


วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

อึ้ง!!เด็กป.3พม่าชนะเลิศคัดลายมือ

อึ้ง!เด็กป.3พม่าชนะเลิศคัดลายมือวันภาษาไทย

อึ้ง!เด็กป.3พม่าชนะเลิศคัดลายมือ รับโล่รางวัลสพฐ.เนื่องในวันภาษาไทย

        29ก.ค.2557 ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยว่า ในวันภาษาไทยแห่งชาติ ปีนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานการ (สพฐ.)ได้จัดกิจกรรม“โครงการรักษ์ภาษาไทยเนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ ปี 2557”ระหว่างวันที่ 26-29 ก.ค.และมอบโล่ให้แก่ ครู และนักเรียน ที่มีทักษะ การใช้ภาษาไทย เพื่อรณรงค์ เผยแพร่ และกระตุ้นให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาภาษาไทย ตระหนักและเห็นคุณค่าของภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาประจำชาติ ได้รู้จักอ่าน เขียน และใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้องเหมาะสม

        ทั้งในเรื่องวิชาการและวิชาชีพ รวมถึงการยกระดับมาตรฐานการเรียนการสอนภาษาไทยในสถานศึกษาทุกระดับให้สัมฤทธิ์ผลดียิ่งขึ้น ซึ่งโรงเรียนจะเน้นในเรื่องการอ่านออกเขียนได้ อ่านเข้าใจ และรู้เรื่อง โดยเฉพาะการให้ความรู้เด็กไทยที่ใช้ภาษาอื่นเป็นภาษาที่ 1 และใช้ภาษาไทย เป็นภาษาที่ 2
       
        “ขณะนี้ สพฐ.กำลังดูว่าการใช้ภาษาของคนไทยในกลุ่มวัยรุ่นที่ใช้เล่นกันทางFacebook หรือทาง Line ซึ่งต้องจะให้สถาบันภาษาไทยวิเคราะห์ดูว่าจะมีกระบวนการณรงค์อย่างไรจึงจะให้หันมาใช้ภาษาไทยกันอย่างถูกต้องมากขึ้น ซึ่งในสมัยของนายอภิชาติ จีระวุฒิ อดีตเลขาธิการกพฐ.ได้รณรงค์ในเรื่องการใช้ภาษาไทยมาแล้ว โดยได้นำหนังสือเก่า ๆ เช่น มานี มานะ หรือวรรณกรรมเก่า ๆ มาเป็นต้นแบบซึ่งได้นำมาใช้ในวิชาหน้าที่พลเมืองแล้ว”นายกมล กล่าว

        สำหรับกิจกรรมต่างๆ แบ่งเป็น การเขียนเรียงความ ประเด็น “สำนึกรักแผ่นดินเกิดเทิดไท้องค์ราชัน” ในระดับครูผู้สอนภาษาไทย และการแข่งขันสำหรับนักเรียนแยกเป็นระดับชั้น ได้แก่ การเขียนเรื่องจากภาพ การเขียนเรียงความ การคัดลายมือ การเขียนตามคำบอก การแต่งกลอนสุภาพ การอ่านเอาเรื่อง และการเขียนเชิงวิชาการ ซึ่งนักเรียนที่เข้าแข่งขันเป็นนักเรียนที่ผ่านการแข่งขันทักษะความสามารถระดับเขตพื้นที่การศึกษามาแล้ว

        ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรางชนะเลิศการแข่งขันคัดลายมือ คือ ด.ช.ยาซ่า สัญชาติพม่า นักเรียนชั้นประถมปีที่ 3 โรงเรียนอรุณเมธา ซึ่งเป็นโรงเรียนในโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)ตากเขต 2

        นางแสงอรุณ สอนไชย ครูประจำชั้น อายุ 52 ปี กล่าวว่า นักเรียนที่มาเรียนที่โรงเรียนอรุณเมธา 30% จะเป็นนักเรียนยากจนติดขอบชายแดน และจะมีความตั้งใจในการเรียนภาษาไทยมากกว่านักเรียนที่เป็นสัญชาติไทย สำหรับเด็กชายยาซ่า อายุ 12 ปี เป็นเด็กพลัดถิ่นสัญชาติพม่า เกิดและโตในประเทศไทย โดยพ่อแม่ได้อพยพเข้ามาทำงานรับจ้างทำไร่ทำสวนอยู่บนดอยในเขตอำเภอพบพระ จังหวัดตาก

        เมื่อก่อนเด็กชายยาซ่าเรียนอยู่ที่ศูนย์การเรียนของชาวพม่าที่เปิดสอนโดยใช้สถานที่ในวัดของไทย พอจบหลักสูตรของพม่าแล้วจึงมาสมัครเข้าเรียนที่โรงเรียนอรุณเมธา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตากเขต 2 โดยเข้าเรียนชั้นป.1 ตอนอายุ 10 ขวบ ซึ่งในตอนนั้นอ่านเขียนภาษาไทยไม่ได้เลย ก็ได้รับการเรียนรู้การอ่านเขียนตามหลักสูตรเหมือนเด็กไทยทั่วๆไปและเด็กก็สามารถเรียนรู้และอ่านเขียนภาษาไทยได้เป็นอย่างดี

        ต่อมาครูผู้สอนเห็นแววของเด็กว่ามีความตั้งใจและมีสมาธิสูงมาก ในการเรียนอ่านเขียนภาษาไทยประกอบกับเป็นคนที่เขียนลายมือค่อนข้างสวย จึงนำมาเน้นให้หัดเขียนไทยให้ถูกต้องตามอักขระและหลักเกณฑ์การเขียนเพื่อเป็นตัวแทนโรงเรียนเข้าแข่งขันคัดลายมือในระดับต่างๆในโอกาสต่อไปโดยการแข่งขันก็เริ่มจากระดับภายในโรงเรียนเพื่อเป็นตัวแทนไปแข่งขันระดับกลุ่มอำเภอและระดับเขตพื้นที่

        สำหรับความรู้สึกที่เด็กได้รับรางวัลในครั้งนี้ ยาซ่า บอกว่า รู้สึกดีใจมาก เพราะเห็นแววเด็กแล้วเด็กเป็นคนที่มีความตั้งใจสูง มีสมาธิแน่วแน่ มีผลการเรียนดี เป็นเด็กที่ขยันและอยู่ร่วมกับเพื่อนนักเรียนคนไทยได้เป็นดี

        เด็กชาย ยาซ่า อายุ 12 ปี นักเรียนชั้น ป.3 เล่าว่า  ตนดีใจที่ได้รับรางวัลระดับประเทศ สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับตนเอง และครอบครัวและโรงเรียนในครั้งนี้ ฐานะทางครอบครัว ตนมีพี่น้อง 3 คนเป็นชายทั้งหมด โดยตนเองเป็นพี่คนโต น้องชายคนกลางอายุ 10 ขวบเรียนอยู่ที่ศูนย์การเรียนพม่าที่ตนเรียนจบมาและน้องชายคนเล็กอายุ 4 ขวบ

        "พ่อแม่ผม พูดอ่านเขียนภาษาไทยไม่ได้เลย แม่ถามว่าเมื่อเรียนที่ศูนย์การเรียนพม่าจบแล้ว อยากเรียนต่อมั้ย ผมตอบแม่ไปว่าอยากเรียนต่อสูงๆและอยากเรียนภาษาไทย เลยพามาสมัครที่โรงเรียนอรุณเมธาครับ" เด็กชาย ยาซ่า กล่าว

        นายอดุลรัตน์  เกตุสระ อายุ 56 ปี ผู้อำนวยการโรงเรียนอรุณเมธา กล่าวถึงความรู้สึกว่า..รู้สึกดีใจที่เด็กได้รับรางวัลระดับชาติ สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 รวมถึงอำเภอพบพระและจังหวัดตากด้วย ก่อนหน้านี้ทางคณะครูที่รับผิดชอบจัดการเรียนการสอนภาษาไทยได้มาเสนอว่าเด็กชายยาซ่า มีความสามารถคัดลายมือได้สวย จึงให้คุณครูผู้สอนฝึกฝนโดยยึดตามหลักเกณฑ์การประกวดและเป็นตัวแทนของโรงเรียนต่อไป

วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

The Tale of Princess Kaguya แอนิเมชั่นเรื่องใหม่ล่าสุดจาก Studio Ghibli

The Tale of Princess Kaguya แอนิเมชั่นเรื่องใหม่ล่าสุดจาก Studio Ghibli


      ตำนานเจ้าหญิงคางุยะ ดัดแปลงมาจาก เรื่องเล่าของชายตัดไม้ไผ่ ตำนานพื้นบ้านของญี่ปุ่น โดยเป็นเรื่องราวของชายชราผู้เลี้ยงชีพด้วยการขายไม่ไผ่ วันหนึ่งเขาก็ได้พบกับเจ้าหญิงตัวน้อยในต้นไผ่ และได้เก็บมาเลี้ยงดู จากเจ้าหญิงตัวจิ๋ว กลายเป็นเด็กทารก และค่อย ๆ เติบโตขึ้นมาเป็นเด็กสาวที่น่ารัก พร้อมกับนำพาความมั่งคั่งรุ่งเรืองมาสู่ชายและหญิงชรา จนเปลี่ยนจากการอยู่บ้านกระท่อมเล็ก ๆ มาเป็นบ้านช่องใหญ่โต และเลี้ยงดูใหม่ประดุจว่าคางุยะ เป็นเจ้าหญิงจริง ๆ แต่แม้มีชายมากมายขอหมั้นหมาย แต่เจ้าหญิงคางุยะก็ไม่ได้สนใจ ธรรมชาติและความสวยงามรอบ ๆ ตัวต่างหากที่ทำให้เธอรู้สึกมีความสุข แต่แล้วสุดท้ายเธอก็ต้องกลับไปยังที่ที่เธอจากมา... 

The Tale of Princess Kaguya แอนิเมชั่นเรื่องใหม่ล่าสุดจาก Studio Ghibli

The Tale of Princess Kaguya แอนิเมชั่นเรื่องใหม่ล่าสุดจาก Studio Ghibli
The Tale of Princess Kaguya แอนิเมชั่นเรื่องใหม่ล่าสุดจาก Studio Ghibli

The Tale of Princess Kaguya แอนิเมชั่นเรื่องใหม่ล่าสุดจาก Studio Ghibli


เข้าฉายในไทย 14 ธันวาคม















"ฆาตกร"แมงมุมแม่หม้ายน้ำตาลและแมงมุมแม่หม้ายดำ

แมงมุมแม่หม้ายน้ําตาล รู้จัก แมงมุมแม่หม้ายดำ พิษร้ายกว่างูเห่า 3 เท่า


แมงมุมแม่ม่ายน้ำตาล


แมงมุมแม่หม้ายน้ำตาล สุดอันตราย

แมงมุมแม่ม่ายน้ำตาล

แมงมุมแม่หม้ายน้ำตาล เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร บริเวณท้องจะโตกว่าหัวหลายเท่า ท้องจะกลมป่อง


แมงมุมแม่ม่ายน้ำตาล


แมงมุมแม่หม้ายน้ำตาลจะทำรังอยู่ที่ต่ำ สูงไม่เกิน 1 เมตร ลักษณะรังหรือใยจะยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบ พบเห็นได้ตามใต้โต๊ะ เก้าอี้ รองเท้าเก่าในบ้าน


แมงมุมแม่ม่ายน้ำตาล

ผู้ถูกกัดจะมีอาการแพ้อย่างแรง แผลจะเหวอะหวะ และเป็นผื่นบวมแดงเจ็บปวด มีหนอง แผลจะหายช้ามาก เพราะพิษทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ระบบน้ำเหลือง และทำลายเม็ดเลือดขาว



แมงมุมแม่ม่ายน้ำตาล


แมงมุมแม่หม้ายดำ เทียบกันแล้วก็น่ากลัว พิษร้ายเหมือนกัน


แมงมุมแม่ม่ายน้ำตาล


แมงมุมแม่หม้ายดำ กัดแล้วปล่อยพิษออกมาทั้งหมด เปรียบเทียบให้เห็นภาพก็คือ ปล่อยพิษออกมาในระดับมิลลิกรัม คือ 1 ส่วนในพันส่วน  

แมงมุมแม่ม่ายน้ําตาล แมงมุมแม่ม่ายดำ พิษร้ายแรงหรือไม่ มารู้จัก แมงมุมแม่ม่ายน้ําตาล แมงมุมแม่ม่ายดำลักษณะแมงมุมแม่ม่ายน้ําตาล เป็นอย่างไร ถ้าแมงมุมแม่ม่ายน้ำตาล กัดตายหรือไม่ 
   หลังจากนายประสิทธิ์ วงษ์พรม นักวิจัยจากภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ศึกษาเรื่องแมงมุมในประเทศไทย ออกมาเปิดเผยว่า พบแมงมุมพิษชนิดหนึ่งชื่อ"แมงมุมแม่หม้ายน้ำตาล" (Brown widow spider) ซึ่งเดิมพบแต่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันได้แพร่กระจายเข้ามาในประเทศไทยแล้ว พร้อมกับระบุว่า แมงมุมชนิดนี้ มีพิษรุนแรงทำลายระบบเลือด และระบบภูมิคุ้มกัน พิษร้ายแรงกว่าพิษของ"แมงมุมแม่หม้ายดำ" (Black widow spider) 2 เท่า และร้ายแรงกว่าพิษงูเห่า 3 เท่า งานนี้ทำเอาหลายคนตระหนกตกใจถึงพิษที่ร้ายแรง พร้อมๆ กับอยากว่า "แมงมุมแม่หม้ายน้ำตาล" มีพิษร้ายแรงขนาดไหน มีอาการอย่างไร และมีวิธีป้องกันรักษาแบบไหน ไปกันเลยคะ. . . 

 ลักษณะของแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาล         "แมงมุมแม่หม้ายน้ำตาล" (Brown widow spider) ส่วนใหญ่มักพบบริเวณประเทศสหรัฐอเมริกา แถบฟลอริดา แถบฟลอริดา, เท็กซัส และบริเวณเขตเส้นศูนย์สูตร ขนาดของตัวมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร บริเวณท้องจะโตกว่าหัวหลายเท่า ท้องจะกลมป่อง ด้านล่างมีลักษณะคล้ายรูปนาฬิกาทรายสีส้ม ด้านบนมีสีน้ำตาลสลับขาวลายเป็นริ้วๆ มีจุดสีดำสลับขาวตรงท้องข้างละ 3 จุด รวมเป็น 6 จุด จะมีการแปรผันของสีค่อนข้างเยอะ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม วางไข่ครั้งละ 200-400 ฟอง

 อาการหลังโดนพิษแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาล
         ตามปกติ แมงมุมแม่หม้ายน้ำตาลไม่มีนิสัยดุร้าย ไม่โจมตีหรือบุกกัดใครอย่างไม่มีเหตุผล จะหลบมากกว่าสู้ และจะกัดเมื่อถูกรุกรานที่อยู่เท่านั้น ซึ่งพิษของแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาลจะมีผลต่อระบบไหลเวียนโลหิต คล้ายกับพิษจากงู โดยทำให้เม็ดเลือดแตก หรือเลือดไหลไม่หยุด แต่อาจจะแสดงอาการช้ากว่า ส่วนใหญ่ผู้ถูกกัดจะมีอาการแพ้อย่างแรง แผลจะเหวอะหวะ และเป็นผื่นบวมแดงเจ็บปวด มีหนอง แผลจะหายช้ามาก เพราะพิษทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ระบบน้ำเหลือง และทำลายเม็ดเลือดขาว คนที่ถูกกัดมักไม่ทราบว่าแผลดังกล่าวเกิดจากอะไร 

 ยารักษาพิษแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาล
         ขณะนี้ยังไม่มีเซรุ่มหรือยาถอนพิษแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาล ทำได้แค่รักษาตามอาการเท่านั้น โดยส่วนใหญ่จะรักษาแบบประคับประคองตามอาการ และรอให้พิษหมดไปเอง เช่น ให้สารทำให้เลือดแข็งตัว หรือหากมีเลือดออกมาก อาจต้องมีการให้เลือดหรือฟอกไต โดยต้องดูตามอาการที่เกิดขึ้น สำหรับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นนั้น ให้ขันชะเนาะบริเวณเหนือบาดแผลที่ได้รับพิษ เพื่อไม่ให้พิษไหลเข้าสู่กระแสโลหิตก่อนไปพบแพทย์

 
ข้อแตกต่างของแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาลกับแมงมุมชนิดอื่นๆ         สำหรับความแตกต่างระหว่างแมงมุมทั่วไปกับแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาลนั้น นอกจากลักษณะลำตัวแล้ว ให้สังเกตลักษณะการทำรังหรือการชักใย แมงมุมทั่วไปจะชักใยค่อนข้างสวยงามเป็นระเบียบ และชักใยอยู่ที่สูง เช่น ตามขื่อ ตามคาน หรือหลังคาบ้าน แต่แม่หม้ายน้ำตาลจะทำรังอยู่ที่ต่ำ สูงไม่เกิน 1 เมตร ลักษณะรังหรือใยจะยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบ พบเห็นได้ตามใต้โต๊ะ เก้าอี้ รองเท้าเก่าในบ้าน การป้องกันทำได้ด้วยการรักษาความสะอาดบ้าน อย่าปล่อยให้รกรุงรังก็จะปลอดภัย

 สาเหตุการแพร่ระบาดของแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาล         ส่วนสาเหตุการแพร่ระบาดแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาลเข้ามายังประเทศไทยนั้น คาดว่าจะเข้ามากับเรือสินค้าเป็นหลัก และมีรายงานด้วยว่ามีพ่อค้าบางคนนำมาขายให้คนที่ชอบเลี้ยงสัตว์แปลก โดยไม่รู้ว่าเป็นสัตว์ที่มีพิษร้ายแรง และเชื่อว่าขณะนี้แมงมุมดังกล่าวได้ขยายพันธุ์กระจายไปยังชุมชนต่างๆ รอบๆ ปากแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำแม่กลอง และอ่าวไทยตอนบนแล้ว เบื้องต้นได้รับรายงานว่า เจอแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาลชุกชุมที่ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม 

         อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการว่า มีผู้เสียชีวิตจากการถูกแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาล แต่มีรายงานการถูกกัดแล้วจากหลายพื้นที่ 

วันพุธที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ร้านขายหนังสือ 20 แห่งที่สวยแบบสุดๆ จากทั่วทุกมุมโลก

1. Selexyz Bookstore, Maastricht, Holland
bs1
ร้านหนังสือแห่งนี้ สร้างมาจากโบสถ์เก่าทิ้งร้าง ทำให้รู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก

2. The Bookàbar Bookshop, Rome, Italy
bs2
การออกแบบที่ทันสมัยที่สุด ​​ของบริษัทที่ดีที่สุด ทำให้การจัดเก็บหนังสือเป็นที่สุดเช่นเดียวกัน

3. Plural Bookshop, Bratislava, Slovakia
bs3
เรารักร้านแห่งนี้ก็เพราะบันได และจอแสดงผลที่ชั้นหนังสือติดผนัง (เรียบง่ายแถมยังสะอาดอีก)

4. Livraria Lello, Porto, Portugal
bs4
ร้านหนังสือในแบบสถาปัตยกรรมแบบ นีโอโกธิค เปิดในปี 1906 นิยามที่ดีที่สุดของที่นี่ คือบันไดแห่งสวรรค์

5. Cook & Book, Brussels, Belgium
bs5
ร้านหนังสือนี้ออกแบบได้แปลกแหวกแนวเสียจริงๆ

6. Bookworm, Beijing, China
bs6
ความมหัศจรรย์ในอากาศ ร้านหนังสือภาษาอังกฤษในกรุงปักกิ่ง

7. Librería El Ateneo Grand Splendid, Buenos Aires, Argentina
bs7
มีทั้งโรงละคร ห้องพักสำหรับการอ่าน แถมยังต้อนรับนักท่องเที่ยวนับพันคนต่อปี

8. Poplar Kid’s Republic, Beijing, China
bs8
ร้านหนังสือน่ารักๆ เหมาะที่สุดที่จะให้เด็กๆมานั่งอ่านหนังสือ

9. Livraria da Vila, Sao Paulo, Brazil
bs9
ร้านหนังสือที่ดูเหมือนว่าจะทำเกือบทั้งหมดออกมาจากหนังสือ ประตูด้านหน้ายังทำจากหนังสือ

10. Cafebreria El Pendulo, Mexico City, Mexico
bs10
สำหรับผู้ที่ต้องการพื้นที่สีเขียว (และร้านกาแฟ) ในร้านหนังสือ

11. Shakespeare & Company, Paris, Franc
bs11
สร้างความประทับใจด้วยสถาปัตยกรรมที่ดึงความงามของหนังสือออกมา แถมจุดเด่นอีกอย่างคือทางเดินที่แคบได้ใจ

12. Los Angeles, CA
bs12
พื้นที่ขนาดใหญ่เพดานสูงและเสาโอฬารให้ประสบการณ์การอ่านที่แสนวิเศษ

13. Atlantis Books, Santorini, Greece
bs13
สำหรับชาวเรือและผู้อ่านบริเวณชายหาด ร้านหนังสือเล็กๆ แต่น่ารักแห่งนี้ พร้อมเปิดรับทุกคนเสมอ

14. Bart’s Books, Ojai, California
bs14
ร้านหนังสือกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก

15. Corso Como Bookshop, Milan, Italy
bs15
ร้านหนังสือที่ซับซ้อนขนาดใหญ่ ที่ทุ่มเทให้กับศิลปะและการออกแบบอย่างจริงจัง

16. Barter Books, Alnwick, UK
bs16
จุดเด่นของที่นี่อยู่ที่เพดานโค้ง และไฟตกแต่ง ขอบอกว่าลงตัวสุดๆ

17. The American Book Center, Amsterdam, the Netherlands
bs17
ออกแบบสวยงามมีรูปร่างชวนแปลกใจ สร้างอย่างชาญฉลาด มีต้นไม้ตัดผ่านอยู่ในร้านด้วย

18. VVG Something, Taipei, Taiwan
bs18
ห้องสมุดแห่งนี้เต็มไปด้วยความคลาสสิก เป็นร้านเล็กๆแต่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บนเรือยังไงยังงั้น

19. Ler Devagar, Lisbon, Portugal
bs19
ร้านนี้มีทีเด็ดที่จักรยานบินและหนังสือที่เพดาน

20. Daikanyama T-Site, Tokyo, Japan
bs20
ร้านขายหนังสือที่ออกแบบได้ทันสมัยบวกกับการจัดเก็บที่สะอาดสะอ้าน เสน่ห์อีกอย่างอยู่ที่แสงและกระจก

วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2557

วัดไข้ด้วยปรอท

                                        วัดไข้ด้วยปรอท
โดยทั่วไปแล้วเมื่อร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงจากเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย อาการแสดงที่เราพบได้บ่อยในระยะแรก  คือการมีไข้ ตามปกติอุณหภูมิของร่างกายเราจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ในช่วงระหว่าง 36-37 องศาเซลเซียส หรือมากกว่าไม่เกิน37.5 องศาเซลเซียส ถ้าสูงกว่านี้ถือว่ามีไข้ เครื่องมือที่ใชัวัดไข้เราเรียกว่า เทอร์โมมิเตอร์ หรือ ปรอท นั่นเอง
การวัดปรอทด้วยตัวเองคุณสามารถทำได้:การวัดปรอทให้ถูกวิธีขั้นตอนสำคัญคือ ก่อนวัดไข้คุณตัองสลัดปรอทให้อยู่ต่ำกว่า35องศาเซลเซียส ถือปรอทไว้ตามยาวระดับสายตา หันหนัาไปทางด้านที่มีแสงสว่างพลิกปรอทเล็กน้อยอ่านค่าสีเงินวาวบนลำปรอท
   - การวัดปรอททางปาก ให้อมปรอทไว้ใต้ลิ้นปิดปากให้สนิททิ้งไว้นาน 1-2นาที ไม่ควรวัดปรอทหลังดื่อน้ำร้อนหรือน้ำเย็นใหม่ๆ ต้องรออย่างน้อย15นาทีก่อนวัด ไม่นิยมวัดในเด็ก
   -การวัดปรอททางทวารหนัก มักใชัในเด็กเล็กหรือทารกแรกเกิด ให้นำปรอทที่หลีอลื่นด้วยเจลแล้วสอดเข้าทาวทวารหนักลึกประมาณ 1-2 เซนติเมตร โดยใช้มือซ้ายจับขาเด็กทั้งสองข้างไว้มือขวาจับปรอท วัดนาน 1-2 นาที
   -การวัดปรอททางรักแร้ กระเปาะปรอทต้องอยู่ด้านในกลางรักแร้ หุบรักแร้ให้สนิทโดยหนีบให้เฝแน่นนาน3-5นาที และบวกเพิ่มอีก0.5องศาเซลเซียส
นอกจากนี้ผู้ป่วยบางครั้งอาจมีอาการปวดศีรษะ ปวดตามตัว หนาวสั่น อ่อนเพลีย 
ซึม ในเด็กที่อายุต่ำกว่า6ปี อาจมีอาการชักได้เมื่อมีไข้สูงใบหน้า ลำตัวแดงผิดปกติ เป็นจุดแดงใต้ผิวหนังมักเรียกว่า ส่าไข้