วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
เปิดสุสานเร้นลับ
ภาพ : เปิดสุสานเร้นลับ
ภาพโดย : โรเบิร์ต คลาร์ก, ภาพถ่ายทั้งหมดได้รับอนุญาตจากรัฐบาลเปรู
คำบรรยายภาพ : ขนนกประดับอยู่บนชิ้นส่วนเครื่องประดับชิ้นนี้
ลอดลายลูกไม้ เส้นสายวัฒนธรรม
ภาพโดย : ชาร์ลส์ เฟรเช
คำบรรยายภาพ : ชุดทางด้านขวาเป็นการแต่งกายในยุคปี 1900 เช่นเดียวกับพื้นที่อื่นๆของบริตตานี หญิงสาววัยดรุณีจะใช้ผ้ากันเปื้อนที่ตัดเย็บจากผ้าไหมหรือผ้าซาตินย้อมสี
การปีนออกจากรถยุโรปคันเล็กว่ายากแล้ว ยิ่งถ้าสวมหมวกสูง 33 เซนติเมตร เผลอๆคุณออกจากรถไม่ได้เลย แต่อะเลกเซีย กาอูดาล วัย 87 ปี และมารี-หลุยส์ โลเปเร วัย 90 ปี กลับออกจากที่นั่งด้านหลังรถซีตรองสีเงินของเพื่อนได้อย่างสง่างาม เจ้าของบ้านปรี่เข้าต้อนรับพวกเธอด้วยรอยยิ้มประหนึ่งรับเสด็จเจ้าหญิง
เจ้าหญิงกระนั้นหรือ อันที่จริงทั้งคู่ทำงานในโรงงานปลากระป๋องมาหลายสิบปี แต่กาอูดาลและโอเปเรก็เป็นคนดังในภูมิภาคแถบนี้ของฝรั่งเศสที่เรียกกันว่า บีกูดองเปอี (Bigouden Pays) ในเขตฟีนีสแตร์ซึ่งอยู่ทางตะวันตกสุดของแคว้นบริตตานีมีผู้หญิงเพียงสองคนนี้เท่านั้นที่ยังใส่เครื่องประดับศีรษะทรงสูง หรือ กวฟ (coiffe) เป็นประจำ เฉกเช่นวิถีชีวิตประจำวันในสมัยก่อน
แม้หลังจะโค้งงุ้มไปตามวัย แต่แผงลูกไม้ยังคงตั้งเด่นอยู่บนเรือนผมสีขาวสลวย ดูราวกับประภาคารที่ส่งสัญญาณให้รู้ว่า เธอคือผู้หญิงชาวบิกูดอง
ชุดพื้นเมืองแบบเบรอตาญมีมากกว่าสิบแบบ แตกต่างไปตามหมู่บ้าน วาระที่ใส่ และยุคสมัย จากหมวกแก๊ปแบบง่ายๆ ที่สาวชาวไร่เคยใส่กันลมหรือแดดฝน ค่อยๆเปลี่ยนขนาดและรูปทรงจนดูน่าทึ่งในสมัยศตวรรษที่สิบเก้าและยี่สิบ กลายเป็นแรงบันดาลใจแก่ศิลปินมากหน้าหลายตา อาทิ ปอล โกแกง ในสมัยก่อน กวฟ “เป็นเหมือนบัตรประชาชนค่ะ” โซเลน โบเอนเนก ผู้ช่วยภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์แห่งบีกูดอง เปรียบเปรย “กวฟบอกให้รู้ว่า คุณเป็นใคร มาจากไหน หรือกำลังไว้ทุกข์ให้ใครสักคน”
อย่างไรก็ตาม พอล่วงถึงทศวรรษ 1950 หญิงสาวส่วนใหญ่พากันละทิ้งธรรมเนียมดั้งเดิม แต่ยังคงสวมชุดพื้นเมืองเฉพาะในวาระสำคัญของเบรอตาญ ดังเช่นหญิงสาวที่ปรากฏในภาพถ่ายเหล่านี้ พวกเธอต้องฝึกฝนตลอดทั้งปีเพื่อร่วมประกวดการแต่งกายชุดพื้นเมืองเต็มยศในเทศกาลเต้นรำฤดูร้อน บางครั้งพวกเธอก็ไปร่วมงานแต่งงานและพิธีแสวงบุญทางศาสนาเรียกว่า ปาร์ดอง ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเทศกาลฉลองนักบุญประจำท้องถิ่น
ทุกเช้า กาอูดาลและโอเปเรจะดึงผม หวี และรวบผมเปียเก็บไว้ใต้หมวกคลุมผมสีดำที่ทำขึ้นเป็นพิเศษ การสวมกวฟอย่างสมบูรณ์จะใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง และดูไม่เข้ากันเสียเลยกับภูมิภาคซึ่งติดมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือที่มีทั้งฝนและลมแรง เมื่อถามว่า ใส่แล้วสบายไหม กาอูดาลยักไหล่ก่อนตอบว่า “เราชินแล้ว” เธอพูดเหมือนกับคนรุ่นราวคราวเดียวกันที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส ปนกับภาษาท้องถิ่นเบรอตาญ
10ข้อเท็จจริงที่หายไปในประวัติศาสตร์
นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับเอดิสันอีกว่า สิ่งประดิษฐ์ภายใต้ชื่อของเขาและจดสิทธิบัตรเป็นจำนวนถึง 1,093 ชิ้น ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เขาคิดค้นขึ้นมาเอง แต่เป็นการพัฒนาจากสิ่งประดิษฐ์ดั้งเดิมที่คิดค้นขึ้นโดยลูกจ้างของเขา เพราะเหตุนี้ทำให้เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอ ในเรื่องการอ้างผลงานเป็นของตัวแต่ผู้เดียว โดยไม่แบ่งปันให้กับผู้คิดค้นดั้งเดิม
นี้คือความรู้ที่ผิด จากการศึกษาประวัติศาสตร์พบว่าไวกิ้งไม่โหดร้ายอย่างที่คุณคิด ไวกิ้งไม่ใช่นักรบอย่างเดียว หากแต่เป็นพ่อค้าและนักตั้งถิ่นฐานที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนายุโรปกลาง พวกเขาอาบน้ำสัปดาห์ละครั้ง ในวันเสาร์เท่านั้น(อย่าลืมว่าอากาศยุโรปมันหนาว) ที่น่าสนใจคือส่วนใหญ่พวกเขาสูงแค่ 170 ซม. ซึ่งไม่สูงอย่างที่เราเข้าใจกัน ผมและหนวดสีทองที่เราเห็นในภาพยนตร์เป็นเพียงอุดมคติความเชื่อในวัฒนธรรมไวกิ้งที่ใช้สบู่พิเศษในการแต่งไม่ใช้เป็นมาตั้งแต่เกิด อีกทั้งพวกเขาไม่ได้อาศัยเฉพาะสแกนดิเนเวีย พวกเขาอพยพไปหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น รัสเซีย, แอฟริกา หรือแม้แต่อเมริกาเหนือ ส่วนพฤติกรรมที่ฆ่าและข่มขืนปล้มทรัพย์นั้นเป็นส่วนน้อยเท่านั้น แต่สิ่งที่เชื่อถือได้คือพวกนักบวชในยุโรปไม่ชอบพวกนี้เท่าไหร่ เนื่องจากครั้งหนึ่งพวกไวกิ้งเคยทำลายวัดและฆ่าพวกพระบาทหลวงหลายคน(ภายหลังไวกิ้งก็เข้ารีตเป็นคริสต์ศาสนิกชน)
เลดี้โกไดวา (Lady Godiva) เป็นสตรีสูงศักดิ์ผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งเมืองโคเวนทรี (ประเทศอังกฤษมีชีวิตอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 997-1067 เธอเป็นภรรยาของลีโอฟริก เอิร์ลแห่งเมอร์เซียและลอร์ดแห่งเมืองโคเวนทรี ผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดินอังกฤษ เป็นคนละโมบและกดขี่ชอบเก็บภาษีประชาชนอย่างบ้าเลือด แม้เลดี้โกไดวาเฝ้าขอร้องสามีให้ลดภาษี แต่เขาไม่เคยยอม
จนกระทั้งวันหนึ่งลีโอฟริกได้คิดสนุกเลยบอกเลี้โกไดวาว่าถ้าเธอกล้าเปลือยกายขี่ม้ารอบเมือง เขาจะยอมลดภาษีให้ตามที่ขอ ซึ่งการการกระทำดังกล่าวสำหรับผู้หญิงอังกฤษสมัยกลางย่อมถือเป็นเรื่องต่ำช้าอย่างยิ่ง แต่เลดี้โกไดวาก็ตัดสินที่จะยอมทำตามดังกล่าว โดยเธอได้กระจายข่าวบอกชาวเมืองให้พวกเขาร่วมมือด้วยการปิด ประตูหน้าต่างหลบอยู่ในที่พักอาศัยขณะเธอขี่ม้าผ่านเปลือยกาย ซึ่งชาวบ้านก็ร่วมมือเป็นอย่างดี(ความจริงมีชายคนหนึ่งแอบดูนาง หากแต่เขาถูกสวรรค์ลงโทษด้วยการทำให้ตาบอดในเวลาต่อมา และชายคนนั้นชื่อทอม จนเกิดสำนวนว่า “ทอมนักถ้ำมอง” Peeping Tom ในเวลาต่อมา) จนนางสามารถทำสิ่งที่สามีบอกได้สำเร็จ และส่งผลให้สามีของเธอยกเลิกภาษาตามสัญญาที่ว่าไว้ อีกทั้งเธอก็ไม่ถูกประณามซ้ำยังชกลายเป็นวีรสตรีของชาวเมืองไปในทันที ทุกวันนี้ที่จัตุรัสกลางเมืองโคเวนทรีมีอนุสาวรีย์เลดี้โกไดวาตั้งอยู่อย่าง โดดเด่นเป็นสัญลักษณ์ที่ชาวเมืองภาคภูมิใจ ในวันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ. 1678 สภาเมืองโคเวนทรีได้เริ่มจัดให้มีขบวนแห่ "เลดี้โกไดวา" บันทึกไว้เป็นครั้งแรก โดยจัดหาผู้หญิงมาสวมผ้าสีเนื้อรัดกายให้ดูคล้ายเปลือยเปล่า นั่งบนหลังม้าแห่ไปรอบเมืองเพื่อรำลึกการกระทำอันงดงามของโกไดวา
ในขณะเดียวกัน นักประวัติศาสตร์ร่วมสมัยหลายคนไม่คิดว่าเรื่องของโกไดวาได้เกิดขึ้นจริง เนื่องจากหลักฐานระบุไว้เพียงว่าเธอเป็นภรรยาของเอิร์ลลีโอฟริก และข้อมูลยังบ่งชี้ว่าทั้งคู่ต่างก็มีน้ำใจงามและเคร่งศาสนา เช่นในปี 1043 ท่านเอิร์ลและเลดี้ได้บริจาคเงินพร้อมที่ดินเพื่อสร้างวัดในนิกายเบเนดิกทีนที่โคเวนทรี ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเดียวกับโบสถ์โคเวนทรีที่ถูกระเบิดทำลายไปบางส่วนในสงครามโลกครั้งที่ 2 วัดแห่งนี้ประดับด้วยพลอยล้ำค่างดงามอย่างที่ไม่มีวัดใดในอังกฤษยุคนั้นเทียบได้ และในช่วงทศวรรษ1050 ทั้งสองยังบริจาคที่ดินและเงินมหาศาลเพื่อสร้างวัดและโบสถ์อีกหลายแห่ง เช่นที่ลินคอล์นเชียร์ ลีโอมินสเตอร์ และอีฟแชม นักประวัติศาสตร์หลายคนจึงไม่คิดว่าท่านเอิร์ลจะโหดหินจนโกไดวาต้องเปลือยร่างขี่ม้าขอความเป็นธรรมให้ประชาชน
ส่วนผู้ที่เชื่อว่าตำนานนี้เป็นเรื่องจริงก็จะอิงบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์อังกฤษฉบับภาษาละตินที่ชื่อ Flores Historiarum (Flowers of History) ของโรเจอร์แห่งเวนโดเวอร์ (Roger of Wendover) ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 ที่ระบุเรื่องราวของเลดี้โกไดวาไว้ตามที่ระบุข้างต้น ซึ่งนักประวัติศาสตร์บางคนแย้งว่าเวนโดเวอร์เป็นเพียงผู้บันทึกตำนานและเกร็ดประวัติศาสตร์ แต่ไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาเขียนบันทึกนี้ขึ้นเมื่อ 2 ศตวรรษหลังการตายของโกไดวา ข้อความดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักพอให้เชื่อถือ แม้จะมีบันทึกระบุว่าครั้งหนึ่งลีโอฟริกได้ยกเลิกภาษีให้ประชาชนจริง และประทับตราด้วยตราประจำตัวของเขาเองเลยก็ตาม ส่วนคนอื่นก็เสริมว่าบางทีเลดี้โกไดวาอาจไม่ได้ปลดเปลื้องเสื้อผ้า หากแต่ปลดเชิงสัญลักษณ์ คือปลดทั้งเครื่องประดับกายและผม เพราะเมื่อสตรีสูงศักดิ์ปราศจากเครื่องประดับก็เท่ากับลดเกียรติของตนลงเทียบเท่าสตรีสามัญ
อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของโกไดวาจะเป็นเพียงตำนานหรือความจริงย่อมยากที่จะพิสูจน์ไม่ต่างจากทุกตำนานในโลก หากเหนือข้อเท็จจริงย่อมเป็นคุณค่าของตำนานที่ถูกส่งผ่านมากับกาลเวลา เฉกเช่นเรื่องของเลดี้โกไดวาที่เนื้อหาแท้จริงได้แทรกตัวอยู่ทั้งในบทกวี รูปปั้น ภาพเขียนของจิตรกรหลายยุคสมัย หรือกระทั่งในกระดาษห่อช็อกโกแลตยี่ห้อโกไดวา
music and Ballet
เซซาร์ คุอิ (หรือ คุย) นับว่าเป็นสมาชิกในกลุ่ม Mighty 5 ที่เป็นที่รู้จักน้อยที่สุด จริงๆ ท่านประพันธ์ผลงานไว้มากมาย แต่ไม่ได้รับความนิยมมากนักในปัจจุบัน ท่านมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาดนตรีแบบชาตินิยมรัสเซีย เพราะท่านเป็นนักเขียนนักวิจารณ์ ทำให้ผลงานของกลุ่มเป็นที่แพร่หลายออกไป
Theatre in ancient Greece.
Painting of ballet dancers by Edgar Degas, 1872.
The Georgia Ballet presents
The Firebird
เมื่อ ทิศทางการพัฒนาของบัลเลต์ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ถึง 20 มุ่งหน้าไปเช่นนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ความเฟื่องฟูของบัลเลต์ในภายหลังจะมามีศูนย์กลาง อยู่ที่รัสเซีย โดยเฉพาะเมื่อมี 3 ทหารเสือ อย่าง มาริอุส เปติปา เลฟ อีวานอฟ และเพเทอร์ ไชคอฟสกี ซึ่งช่วยกันแต่ง Swan Lake (1895) จนกลายเป็นบัลเลต์เรื่องดังที่สุดในโลก
ขณะ เดียวกันบัลเลต์ในประเทศรัสเซียเองก็พัฒนาไปภายใต้การปกครองแบบคอมมิวนิสต์ นักแสดงมากความสามารถหลายคนยังคงอยู่ในประเทศ และมีการพัฒนาเด็กรุ่นใหม่ๆ ขึ้น บัลเลต์เป็นสิ่งที่แพร่หลายมากในรัสเซีย แม้ว่าจะอยู่ภายใต้การปกครองแบบคอมมิวนิสต์ ยังมีการตั้งคณะบัลเลต์ชื่อดังมากมาย ตั้งแต่คณะบอลชอย (มอสโก) คณะคีรอฟ (เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก) ฯลฯ โดยนอกจากบัลเลต์เรื่องคลาสสิกๆ ที่ยังแสดงกันอยู่แล้ว ยังมีการนำวรรณกรรมหลายเรื่องมาเขียนเป็นบทบัลเลต์ เรื่องที่ดังๆ ก็คือ Romeo and Juliet และ Cinderella
วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557
Snow White and the Seven Dwarfs.
| Schneewittchen (Snow White) | |
|---|---|
| Schneewittchen by Alexander Zick | |
| Folk tale | |
| Name | Schneewittchen (Snow White) |
| Data | |
| Aarne-Thompsongrouping | 709 |
| Country | Germany |
"Snow White" is a German fairy taleknown across much of Europe and is today one of the most famous fairy tales worldwide. The Brothers Grimmpublished it in 1812 in the first edition of their collection Grimms' Fairy Tales. It was titled in German: Sneewittchen (in modern orthography Schneewittchen) and numbered as Tale 53. The Grimms completed their final revision of the story in 1854.
The fairy tale features such elements as the magic mirror, the poisoned apple, the glass coffin, and the characters of the evil queen and the seven dwarfs, who were first given individual names in the Broadway play Snow White and the Seven Dwarfs (1912) and then givendifferent names in Walt Disney's 1937 film Snow White and the Seven Dwarfs. The Grimm story, which is commonly referred to as "Snow White", should not be confused with the story of "Snow White and Rose Red" (in German "Schneeweißchen und Rosenrot"), another fairy tale collected by the Brothers Grimm.
In the Aarne–Thompson folklore classification, tales of this kind are grouped together as type 709, Snow White. Others of this kind include "Bella Venezia", "Myrsina", "Nourie Hadig" and "Gold-Tree and Silver-Tree".
วันปิยะมหาราช
วันปิยมหาราช ตรงกับวันที่ 23 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นที่รักใคร่อย่างล้นเหลือของพสกนิกรทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ พระองค์จึงได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า "สมเด็จพระปิยมหาราช" ซึ่งมีความหมายว่า "พระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน" ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ รัฐบาลจึงได้ประกาศให้วันที่ 23 ตุลาคม เป็น "วันปิยมหาราช"
ในวันปิยมหาราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ จะเสด็จฯ ไปวางพวงมาลา ณ พระบรมรูปทรงม้าซึ่งตั้งอยู่ที่หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นประจำทุกปี