วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ราชาแห่งเทพนิยายฮันส์ คริสเตียนแอนเดอร์เซน?

                                     
                                           


  นักเขียนผู้แต่งเทพนิยายซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีของเด็ก ๆทั่วโลกผู้นี้ เขียนทั้งบทละคร  นวนิยาย  บทกวี  หนังสือท่องเที่ยวและอัตชีวประวัติไว้มากมาย แต่ปรากฏว่าผลงานเหล่านี้แทบจะไม่เป็นที่รู้จักกันเลยนอกประเทศเดนมาร์ก  ขณะที่เทพนิยายของเขาเป็นหนึ่งในบรรดางานเขียนที่ได้รับการแปลบ่อยครั้งที่สุดในประวัติศาสตร์วรรณกรรม
       แอนเดอร์เซนเกิดในสลัมของเมืองโอเดนส์ ใกล้กรุงโคเปนเฮเกน บิดาเป็นช่างทำรองเท้าฐานะยากจน  เนื่องจากเขาเกิดมามีหน้าตาขี้เหร่  จึงเป็นเด็กขี้อาย  และมักถูกเพื่อนที่โรงเรียนแกล้งเสมอ เมื่ออายุได้ ๑๑ ปี บิดาของเขาเสียชีวิตลงเขาจึงต้องออกจากโรงเรียนเพื่อไปทำงานในโรงงาน  ในยามว่างเขาชอบอ่านบทละครและทำหุ่นชักเล่นตามเรื่องที่อ่านในโรงละครเด็กเล่นที่เขาสร้างขึ้นในบ้าน
       พออายุ ๑๔ ปี แอนเดอร์เซนจากบ้านเกิดไปแสวงโชคยังกรุงโคเปนเฮเกน  เขาพยายามทุกอย่างเพื่อให้ได้เข้าวงการละครตั้งแต่เขียนบท แสดง ร้องเพลง และเต้นรำ เล่ากันว่าเขามุ่งหวังที่จะเป็นนักเต้นรำและนักร้องอุปรากร แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อถูกปฏิเสธภายหลังการทดลองแสดงครั้งแรก โชคดีที่โจนาสคอลิน ผู้กำกับการแสดงคนหนึ่งของโรงละครแห่งโคเปนเฮเกนเห็นแววทางด้านการเขียนของแอนเตอร์เชน จึงช่วยรวบรวมเงินส่งเสียให้เขาเรียนต่อ ขณะนั้นเขาอายุ  ๑๗  ปีแล้ว แต่ต้องไปนั่งเรียนชั้นเดียวกับเด็กเล็ก แม้ว่าประสบการณ์ ๕ ปีในโรงเรียน จะเป็นสิ่งที่ค่อนข้างทุกข์ทรมานสำหรับเขา  แต่ก็ทำให้เขาสามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยได้
       แอนเดอร์เซนเขียนบทละครหลายเรื่อง แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก เขาดูจะเป็นที่ยอมรับในฐานะนักเขียน นวนิยายมากกว่า ในปี ค.ศ. ๑๘๓๕ หนังสือรวมเทพนิยายเล่มแรกของเขาได้รับการตีพิมพ์  คำวิจารณ์ต่อหนังสือเล่มนี้ออกไปในด้านลบ  ซึ่งเขาก็ยอมรับและให้ความสำคัญกับงานเขียนสำหรับผู้ใหญ่มากกว่า  อย่างไรก็ตาม  เขายังคงผลิตนิทานสำหรับเด็กออกมาอย่างต่อเนื่อง
       แอนเดอร์เซนนำตำนานพื้นบ้านมาเล่าใหม่  แต่ด้วยความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจในเพื่อนมนุษย์  นิทานที่เขาเล่าจึงแฝงไว้ด้วยคุณธรรมและความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ลึกซึ้งกินใจกว่าเรื่องดั้งเดิมมาก  วิธีการเล่าเรื่องของเขาใช้สำนวนและโครงสร้างของภาษาพูด  ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประเพณีการเขียนหนังสือ  เขารู้จักผสมผสานความสามารถในการเล่าเรื่องเข้ากับพลังจินตนาการและความเป็นสากลที่แฝงอยู่ในตำนานพื้นบ้าน ทำให้เทพนิยายของเขาเชื่อมโยงได้กับหลาย ๆ  วัฒนธรรม อีกเหตุผลหนึ่งที่นิทานของแอนเดอร์เซนจับใจคนจำนวนมากก็คือ การที่เขาประกาศตนยืนข้างผู้อับโชคและผู้ที่ถูกสังคมทอดทิ้ง
      แอนเดอร์เซนหยุดเขียนหนังสือในปี ค.ศ. ๑๘๗๒ เนื่องจากสุขภาพทรุดโทรม เขาถึงแก่กรรมในอีก ๓ ปีต่อมาด้วยโรคมะเร็ง ผลงานเทพนิยายของแอนเดอร์เซนมีมากกว่า ๑๖๐  เรื่อง ตัวอย่างเรื่องที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง  ได้แก่  ลูกเป็ดขี้เหร่ เงือกน้อย เด็กขายไม้ขีดไฟ รองเท้าสีแดง ฉลองพระองค์ใหม่ของพระราชา  ราชินีหิมะ  เป็นต้น  นิทานของเขาได้รับการถ่ายทอดออกเป็นภาษาต่าง  ๆ  ถึง  ๘๐  ภาษา

Local Buildings Moor Park Mansion


Istanbul - City of the Seven Hills in 4K!


Road to Machu Picchu - Peru in 4K


Pamukkale ปราสาทปุยฝ้ายสุดวิจิตร

                           
                               น้ำพุร้อนปามุคคาเล (pamukkale)

    ปามุคคาเล (Pamukkale) ปราสาทปุยฝ้ายสุดวิจิตร บ่อน้ำร้อนศักดิ์สิทธิ์แห่งตุรกี ทั้งงดงามราวกับเป็นน้ำพุร้อนจากสวรรค์ และมีสรรพคุณในการบำบัดโรคจนกลายเป็นสปาธรรมชาติมานานกว่าพันปี

            หากจะคิดถึงสถานที่ท่องเที่ยวอันแสนงดงาม ราวกับไม่น่าจะมีอยู่จริงบนโลกใบนี้ ปามุคคาเลหรือ พามุคคาเล (Pamukkale) ดินแดนแห่งน้ำพุร้อน ในประเทศตุรกี ซึ่งมีลักษณะคล้ายระเบียงน้ำพุร้อนที่ซ้อนกันหลายชั้น มีขอบหินปูนสีขาว ดูวิจิตรงดงามและสะอาดบริสุทธิ์ราวกับปุยฝ้ายแห่งนี้ คงจะเป็นหนึ่งในสถานที่ซึ่งผุดขึ้นมาในใจของหลาย ๆ คนเป็นแน่ และแน่นอนว่ามันคงเป็นราวกับดินแดนในฝันของนักท่องเที่ยวหลายคนทีเดียว
            สำหรับ ปามุคคาเล ซึ่งแปลว่า ปราสาทปุยฝ้าย (Cotton Castle) ในภาษาตุรกี ตั้งอยู่ในเมืองปามุคคาเล จังหวัดเดนิซลิ (Denizli) ประเทศตุรกี มีลักษณะเป็นระเบียงน้ำพุเกลือร้อน ซึ่งเกิดขึ้นจากการเกิดแผ่นดินไหวของโลกในอดีต มีความยาวประมาณ 2.7 กิโลเมตร สูง 160 เมตร ความงดงามสุดวิจิตรของสถานที่แห่งนี้เกิดขึ้นจากบ่อน้ำร้อนที่อุดมไปด้วยแคลเซียมคาร์บอเนต หรือหินปูน ซึ่งเมื่อน้ำพุร้อนระเหยขึ้นมาเป็นเวลาเนิ่นนาน ไอน้ำก็จะค่อย ๆ ก่อให้เกิดชั้นของแคลเซียมเกาะบริเวณขอบบ่อจนเกิดเป็นผนังสีขาวขึ้นนั่นเอง

            ด้วยความเชื่อว่า ปามุคคาเล เป็นเหมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีสรรพคุณในการรักษาบำบัดการอาการต่าง ๆ ทำให้ในอดีตชนเผ่ากรีก-โรมันได้เข้ามาสร้างเมืองอยู่บนบ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ และขนานนามเมืองนั้นว่า ฮีเอราโพลิส อันหมายถึงเมืองศักดิ์สิทธิ์ และปามุคคาเล ก็ได้ถูกใช้เป็นสปาบำบัดโรคมานานกว่าพันปี กระทั่งปามุคคาเลได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอย่างเป็นทางการร่วมกับเมือง ฮีเอราโพลิส เมื่อปี 2531 จึงได้มีการปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวลงไปอาบแช่แล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้สถานที่แห่งนี้เกิดความเสียหาย


                                 ปามุคคาเล ปราสาทปุยฝ้ายสุดวิจิตร บ่อน้ำร้อนศักดิ์สิทธิ์แห่งตุรกี


วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2558

ซิริอุส....ดวงดาวที่ถูกลืม


 

เมื่อเราแหงนหน้าขึ้นมองบนฟากฟ้ายามค่ำคืนเราจะสามารถมองเห็นดวงดาวบางดวงมีแสงสว่างโดดเด่นกว่าดวงดาวดวงอื่นๆ ที่ดาดดื่นอยู่เต็มผืนฟ้า....ในอดีตแสนเนิ่นนาน  ดาวดวงนี้ได้มอบประโยชน์ให้กับผู้คนมานานนับพันปี  แต่มาเดี๋ยวนี้  จะมีใครกี่คนทีรู้จักดวงดาวผู้หวังดี....ซิริอุส

ดาวซิริอุส(Sirius) มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งในภาษาไทยว่าดาวโจร  เป็นดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดในตอนกลางคืนและสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ของเรามากคือห่างไปประมาณ8.6 ปีแสง

ดาวซิริอุสมีอายุเก่าแก่ราว200-300 ล้านปีแต่เดิมประกอบด้วยดาวสีน้ำเงินสว่างสองดวงดวงที่มีมวลมากกว่าคือซิริอุสบีเผาผลาญเชื้อเพลิงจนหมดและกลายเป็นดาวแดงยักษ์ ก่อนจะหดตัวลงและกลายเป็นดาวแคระขาวเช่นในปัจจุบันตั้งแต่เมื่อ120 ล้านปีที่แล้ว 
Sirius เป็นกลุ่มดาวที่อยู่ทางท้องฟ้าซีกใต้ประกอบไปด้วยดาวฤกษ์อย่างน้อยดวงประกอบกันเป็นรูปสุนัขโดยอยู่ทางทิศใต้ของนายพรานโอไรออน (Orion)โดยว่ากันว่าเป็นสุนัขล่าเนื้อในของโอไรออน (อีกตัวคือกลุ่มดาวสุนัขเล็กCanis Minor )

         พระชาวอียิปต์โบราณได้เฝ้าสังเกตดูดาวซีรีอุสมาตั้งแต่3000 ปีก่อนคริสตกาลแล้วโดยในวันที่ดาวซีรีอุสขึ้นก่อนที่เราจะเห็นแสงแรกแห่งดวงอาทิตย์ยามเช้า ก็จะถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวอียิปต์นั่นเองซึ่งชาวอียิปต์ได้เรียกซีรีอุสว่าเป็น "เจ้านายแห่งปี" (Mistress of year) และยังเชื่ออีกว่าการที่น้ำเอ่อล้นฝั่งแม่น้ำไนล์นั้นเกิดมาจากพลังของดาวซีรีอุสนี้ โดยในเวลาที่ดาวซีรีอุสขึ้นก่อนดวงอาทิตย์เล็กน้อย  จะตรงกับเวลาที่น้ำในแม่น้ำไนล์เริ่มล้นฝั่งและเป็นจุดเริ่มต้นของการเตรียมพร้อมในฤดูกาลเพาะปลู

 

       คนสมัยก่อนอย่างเช่นโฮเมอร์ (Homer) และเฮเซียด (Hesiod) ได้บันทึกไว้ว่าดาวสุนัข (Dog Star ; อันหมายถึงดาวซีรีอุสนั้นมีความเกี่ยวพันกับดวงอาทิตย์โดยในช่วงที่ดวงอาทิตย์เข้าสู่กลุ่มดาวนี้จะเป็นช่วงที่ร้อนที่สุดของฤดูร้อนทั้งนี้เนื่องจากเขามีความเชื่อว่าดาวซีรีอุสนี้จะช่วยเพิ่มพลังงานความร้อนให้แก่ดวงอาทิตย์และในช่วงที่ร้อนที่สุดนี้ก็จะถูกเรียกว่าวันสุนัข (Dog days) ด้วย

ส่วนชาวโพลินีเชียนใช้ในการระบุการเข้าสู่ฤดูหนาว  ทั้งยังเป็นดาวสำคัญที่ใช้นำทางสำหรับการเดินทางในมหาสมุทรแปซิฟิก

"สามเหลี่ยมฤดูหนาว" (Winter Triangle)  จะขึ้นในเวลาหัวค่ำของฤดูหนาว  จะมีกลุ่มดาวสว่างอยู่ทางทิศตะวันออกได้แก่ กลุ่มดาวนายพรานกลุ่มดาวสุนัขใหญ่ และกลุ่มดาวสุนัขเล็ก  ให้เราลากเส้นเชื่อมระหว่างดาวบีเทลจุส (Betelgeuse) ดาวสว่างสีแดงตรงหัวไหล่ของนายพรานไปยังดาวซิริอุส (Sirius)
ดาวฤกษ์สว่างที่สุดสีขาว
ตรงหัวสุนัขใหญ่และดาวโปรซีออน (Procyon) ดาวสว่างสีขาวตรงหัวสุนัขเล็ก  จะได้รูปสามเหลี่ยมด้านเท่า  นั่นแสดงว่าเราได้เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว

การนำทางทางเรือ  ในสมัยก่อนที่เทคโลยียังไม่ทันสมัยเท่าปัจจุบัน  นักเดินเรือจะอาศัยการจดจำดวงดาวบนท้องฟ้าโดยทั้งหมดมี 57 ดวงโดยทำขึ้นมาเป็นปฏิทิน  เพราะแต่ละดวงก็ขึ้นประจำที่ในแต่ละฤดูกาล และ 1 ใน 57 ดวงคือดาวซีริอุส

เราคงพึ่งดวงดาวบนฟากฟ้ามาเป็นเวลาหลายพันปี  บรรพบุรษเราคงใช้เวลาแสนนานในการเก็บข้อมูลเพื่อบันทึกดวงดาวที่สำคัญแต่นั่นก็คงเต็มผืนฟ้า  เพราะดาวแต่ละดวงก็ปรากฎไม่พร้อมกันขึ้นอยู่กับฤดูกาล  ขึ้นอยู่กับเวลา  ดาวซิริอุสก็เช่นกันช่วยให้คนยุคก่อนได้รู้ว่าถึงเวลาขึ้นปีใหม่  ฤดูหนาว ฤดูร้อน  ฤดูน้ำหลาก  แม้แต่ฤดูเพาะปลูก  อีกทั้งยังช่วยนำทางให้แก่นักเดินเรือมาเนิ่นนาน

แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย  ดวงดาวหลายดวงที่เคยนำทางให้กับเราให้ได้ดำเนินชีวิตไปตามแบบแผนแห่งกาลเวลาก็เริ่มหมดความหมายลง  อาจเป็นเพราะผู้เขียนเองมีความรักต่อดวงดาวบนผืนฟ้าอันกว้างใหญ่เป็นอนันต์  จึงรู้สึกว่าหากดวงดาวเหล่านั้นมีชีวิตจิตใจ  มีความผูกพันกับเรามายาวนาน  คงเสียใจกับการไม่เหลียวแลจากพวกเราที่ครั้งหนึ่งเคยได้พึ่งพิง........คิดถึงซีริอุส....ดวงดาวผู้หวังดี........

ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา (Rwanda Genocide)

รวันดาเป็นประเทศเล็ก ๆ ตั้งอยู่ในภูมิภาคแอลเบอร์ไทน์ริฟต์ระหว่างตอนกลางและตะวันออกของทวีปแอฟริกา ดินแดนแห่งนี้ ไม่มีทางออกสู่ทะเล แต่ด้านตะวันออกของประเทศอยู่ติดกับทะเลสาบเกรตเลค ในอดีตประเทศนี้แทบไม่เป็นที่รู้จักของชาวโลกจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้น นั่นคือ ”การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”
rwanda5
ภูมิประเทศของรวันดา
ประเทศรวันดามีชื่อเต็มว่า สาธารณรัฐรวันดา มีเมืองหลวงชือ คิกาลี ดินแดนแห่งนี้มีประชากรร่วมแปดล้านคนและถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดประเทศหนึ่งในทวีปอาฟริกา ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเนินเขาปกคลุมด้วยป่าดงดิบ อาณาเขตของรวันดาทางตอนเหนือติดกับอูกันดา ทางใต้ติดกับบูรุนดี ทางตะวันตกติดกับคองโกและตะวันออกติดกับแทนซาเนีย ซึ่งดินแดนทั้งหมดนี้ถูกเรียกว่า แอลเบอร์ไทน์ริฟต์ พลเมืองส่วนใหญ่ของรวันดาคือชาวฮูตู (Hutu) ซึ่งมีจำนวนมากที่สุด ชาวทุตซี (Tutsi) ซึ่งเป็นชนเผ่าเลี้ยงสัตว์ และพวกทวา (Twa) หรือปิ๊กมี่ซึ่งเป็นชนเผ่าที่ตัวเล็กที่สุดในโลก 
ตามประวัติศาสตร์ของดินแดนแอลเบอร์ไทน์ริฟต์ ที่นี่มีชนพื้นเมืองหลายกลุ่มเข้ามาตั้งรกรากตั้งแต่เมื่อ ค.ศ.500 โดยพวกนี้เป็นชนที่พูดภาษาบันตูเหมือนกัน ซึ่งหลังจากเวลาผ่านไป ชนพื้นเมืองเหล่านี้ได้แบ่งแยกชัดเจนเป็นกลุ่มชนเลี้ยงสัตว์และกลุ่มกสิกร ซึ่งการใช้วิถีชีวิตที่แตกต่างกัน นอกจากจะทำให้มีความแตกต่างในด้านขนบประเพณีและการแต่งกายแล้ว ยังทำให้มีลักษณะทางกายภาพบางอย่างต่างกันด้วย
tutsi_hutu_twa3
ชนเผ่าต่าง ๆ ของรวันดา
โดยกลุ่มชนเลี้ยงสัตว์จะมีรูปร่างสูง เพรียว ริมฝีปากบาง สีผิวค่อนข้างอ่อน ขณะที่กลุ่มกสิกร มีรูปร่างปานกลางผิวเข้ม ริมฝีปากหนา เมื่อชาวผิวขาวมาถึงดินแดนนี้ในศตวรรษที่ 19 พวกเขาพบว่ารัฐเล็กๆรอบทะเลสาปเกรตเลคที่ถูกปกครองโดยชนเลี้ยงสัตว์มีพัฒนาการที่ก้าวหน้าเป็นแบบแผนกว่ากลุ่มชนเผ่ากสิกร พวกเขาจึงเข้าใจผิดว่า ชนเลี้ยงสัตว์เป็นกลุ่มชนที่เจริญกว่าและเข้ามาพิชิตกลุ่มชนกสิกร จากนั้นจึงก่อตั้งรัฐที่เป็นแบบแผนขึ้นซึ่งนี่เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างมหันต์
และด้วยความเข้าใจผิดนี้เอง ที่ทำให้เบลเยี่ยมแบ่งกลุ่มชนที่อยู่ในอาณานิคมออกเป็นสองกลุ่ม โดยใช้ลักษณะทางกายภาพบางประการ พวกชนเผ่าเลี้ยงสัตว์อย่างพวกวาทุตซีซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยถูกแบ่งแยกออกจากชนเผ่ากสิกรอย่างพวกฮูตูและฮุนเดอ ซึ่งนอกจากจะแบ่งแยกชัดเจนแล้ว รัฐบาลอาณานิคมเบลเยี่ยมยังให้สิทธิต่างๆแก่ชาวทุตซีมากกว่าพวกฮูตูอีกด้วย เนื่องจากความเข้าใจผิดในชาติภูมิของพวกทุตซีว่าสูงส่งกว่าพวกฮูตูดังที่กล่าวไป
การยกหางของรัฐบาลอาณานิคมทำให้เหล่าชนชั้นสูงของทุตซีเกิดความหยิ่งทะนงและดูถูกชาวฮูตูทั้งๆที่แท้จริงพวกเขาล้วนมีรากเหง้าเดียวกัน ใช้ภาษาเดียวกัน
การดูถูกเหยียดหยามและการได้รับสิทธิต่างๆจากจ้าวอาณานิคมมากกว่า ทำให้ชาวฮูตูมีความริษยาและเกลียดชังชาวทุตซีแฝงอยู่ ในปี ค.ศ.1933 เบลเยี่ยมได้ออกบัตรประจำตัวเพื่อแบ่งแยกชาวทุตซีและฮูตูออกจากกันอย่างชัดเจน โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมอันเลวร้ายของหน้าประวัติศาสตร์อาฟริกา
หลังการปกครองของเบลเยี่ยมสิ้นสุดลง รวันดาได้รับเอกราชและถูกปกครองโดยรัฐบาลชาวทุตซี ซึ่งเข้าข้างชาวทุตซีด้วยกันและกดขี่ชาวฮูตู จนนำไปสู่การปฏิวัติของชาวฮูตูและเข้ายึดอำนาจรัฐ ทำให้ชาวทุตซีจำนวนมากอพยพลี้ภัยออกนอกประเทศ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งได้จัดตั้งกองกำลังต่อต้านรัฐบาลฮูตู โดยใช้ชื่อว่า กลุ่มแนวหน้ารักชาติรวันดา (RPF)
ใน ปี ค.ศ. 1994 ประธานาธิบดี จูเวนาล ฮับยาริมานา ของฮูตู ตัดสินใจเจรจาสันติภาพกับ RPF ทว่าลูกน้องจำนวนมากของเขาไม่เห็นด้วยและหลังการตกลงสงบศึกนั้นเอง เครื่องบินของประธานาธิบดีก็ถูกจรวดมิซไซล์ลึกลับยิงถล่ม ปลิดชีพของเขา การตายของจูเวนาลกลายเป็นชนวนความโกรธแค้น โดยชาวฮูตุกล่าวหาว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือของพวกทุตซี (อย่างไรก็ตาม เชื่อกันว่า ผู้ลงมือ น่าจะเป็นลูกน้องของประธานาธิบดีจูเวนาลที่ไม่พอใจการสงบศึกมากกว่า) และหลังจากนั้นไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง การล้างแค้นนองเลือดก็เริ่มขึ้น
rwanda3
 ซากศพเหยื่อเคราะห์ร้าย
ในวันที่ 6 เมษายน ปี ค.ศ.1994 กองทัพฮูตูและประชาชนบางส่วนได้ออกมาไล่สังหารชาวทุตซีโดยมีเป้าหมายหลักคือผู้ชายทุกวัย ด้วยข้ออ้างที่ว่า คนเหล่านี้อาจเข้าร่วมกับพวกกบฏ RPF หรือไม่ก็เป็นไปแนวร่วม ส่วนหญิงสาวชาวทุตซีถูกจับมาข่มขืนและสังหารทิ้งอย่างเหี้ยมโหด ขณะพวกที่รอดตายราวสองในสามก็ต้องกลายเป็นผู้ติดเชื้อเอดส์
ในเวลาดังกล่าว ไม่มีประเทศใดยื่นมือขัดขวางเหตุรุนแรงครั้งนี้ บรรดาประเทศที่เกี่ยวข้องกับรวันดาต่างทำเพียงอพยพคนของตนออกมาเท่านั้น และแม้กองกำลังสหประชาชาติจะถูกส่งเข้าไปในรวันดาตั้งแต่ก่อนเกิดเรื่อง ทว่าพวกเขาก็ไม่ได้รับคำสั่งให้กระทำการใดๆเพื่อยุติเหตุรุนแรง เนื่องจากยังไม่มีมติเห็นชอบจากประเทศสมาชิกสำคัญ โดยสหรัฐอเมริกาผู้ตั้งตนเป็นตำรวจโลกนั้นไม่ต้องการเข้าไปยุ่งด้วยเนื่องจากไม่ได้มีผลประโยชน์ในดินแดนนี้ ขณะที่ฝรั่งเศสเองก็วางเฉยเนื่องจากกลัวเสียสัมพันธภาพกับรัฐบาลฮูตู ส่วนเบลเยี่ยม เจ้าอาณานิคมเดิมก็ไม่อยากเข้าไปข้องเกี่ยวเพราะเกรงจะเกิดปัญหาทางการเมืองกับฝ่ายตน
rwanda2
ผู้อพยพหนีภัยสงคราม
การเผิกเฉยของนานาชาติทำให้เหตุการณ์ทวีความรุนแรงมกขึ้น ขณะที่ฝ่าย RPF ก็เปิดฉากโต้ตอบฝ่ายฮูตูอย่างรุนแรง จนถึงขั้นสังหารนายกรัฐมนตรีของชาวฮูตูเสียชีวิต ซึ่งยิ่งทำให้ฝ่ายฮูตูซึ่งประกอบด้วยทหารรัฐบาลและกองทหารบ้านลงมือสังหารหมู่ชาวทุตซีอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น
เหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน ปีค.ศ.1994 ไปจนถึงกลางเดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ.1994 จากนั้นกองกำลัง RPF นำโดย นายพอล คากาเม ก็เข้ายึดอำนาจขับไล่รัฐบาลชาวฮูตู ทำให้การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สิ้นสุดลง ซึ่งชัยชนะของพวกทุตซีส่งผลให้ทหารบ้านและประชาชนชาวฮูตูนับแสนอพยพหนีเข้าไปในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เพราะกลัวการถูกล้างแค้น และไม่ถึงปีจากนั้น ผู้อพยพชาวฮูตูได้กลายเป็นชนวนให้เกิดสงครามกลางเมืองในคองโกถึงสองครั้ง ซึ่งมีหลายชาติในอาฟริกาเข้าไปเกี่ยวข้อง จนถูกเรียกว่า มหาสงครามแอฟริกัน และมีผู้คนล้มตายมากถึงห้าล้านคน
ปัจจุบันเหตุการณ์ในรวันดากลับสู่ความสงบ ภายใต้การปกครองของประธานาธิบดี พอล คากาเม ที่พยายามสร้างเสถียรภาพและเร่งการพัฒนาประเทศ แม้จะถูกกล่าวหาว่า เขาค่อนข้างเป็นเผด็จการและเล่นงานฝ่ายตรงข้ามที่เห็นต่างอย่างรุนแรงก็ตาม
rwanda4
ที่พักของผู้ลี้ภัย
สำหรับเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดานั้น ตลอดระยะเวลาหนึ่งร้อยวันที่เกิดเรื่อง ประมาณการว่ามีชาวรวันดาเสียชีวิตราว 800,000 – 1,070,000 คน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นชาวทุตซีราวแปดแสนคน นับเป็นตัวเลขการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่สูงมากในระยะสั้นๆเพียงร้อยวัน และกลายเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมครั้งสำคัญของมนุษยชาติ
แม้การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดาจะมีสาเหตุมาจากการปลุกปั่นของนักการเมืองที่อาศัยความเกลียดชังระหว่างเผ่าที่แฝงอยู่ เป็นเชื้อไฟ ทว่ามีข้อสังเกตหนึ่งที่เห็นได้ในดินแดนนี้ นั่นคือความหนาแน่นของประชากรเมื่อเทียบกับพื้นที่ทำกินที่มีจำกัด จนทำให้เกิดปัญหาการแย่งชิงที่ดิน
แม้ไม่อาจบอกได้ชัดว่า ความขาดแคลนที่ดินเป็นสาเหตุแฝงที่นำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งนี้ แต่บางที โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น อาจจะเป็นภาพจำลองในอนาคตของโลก หากว่าวันหนึ่ง มนุษย์พบว่าทรัพยากรธรรมชาติมีไม่เพียงพอสำหรับทุกคนอีกต่อไปและพวกเขาอาจต้องเลือกระหว่างการเอาตัวรอดกับคำว่า มนุษยธรรม