วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2558

ซิริอุส....ดวงดาวที่ถูกลืม


 

เมื่อเราแหงนหน้าขึ้นมองบนฟากฟ้ายามค่ำคืนเราจะสามารถมองเห็นดวงดาวบางดวงมีแสงสว่างโดดเด่นกว่าดวงดาวดวงอื่นๆ ที่ดาดดื่นอยู่เต็มผืนฟ้า....ในอดีตแสนเนิ่นนาน  ดาวดวงนี้ได้มอบประโยชน์ให้กับผู้คนมานานนับพันปี  แต่มาเดี๋ยวนี้  จะมีใครกี่คนทีรู้จักดวงดาวผู้หวังดี....ซิริอุส

ดาวซิริอุส(Sirius) มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งในภาษาไทยว่าดาวโจร  เป็นดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดในตอนกลางคืนและสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ของเรามากคือห่างไปประมาณ8.6 ปีแสง

ดาวซิริอุสมีอายุเก่าแก่ราว200-300 ล้านปีแต่เดิมประกอบด้วยดาวสีน้ำเงินสว่างสองดวงดวงที่มีมวลมากกว่าคือซิริอุสบีเผาผลาญเชื้อเพลิงจนหมดและกลายเป็นดาวแดงยักษ์ ก่อนจะหดตัวลงและกลายเป็นดาวแคระขาวเช่นในปัจจุบันตั้งแต่เมื่อ120 ล้านปีที่แล้ว 
Sirius เป็นกลุ่มดาวที่อยู่ทางท้องฟ้าซีกใต้ประกอบไปด้วยดาวฤกษ์อย่างน้อย8 ดวงประกอบกันเป็นรูปสุนัขโดยอยู่ทางทิศใต้ของนายพรานโอไรออน (Orion)โดยว่ากันว่าเป็นสุนัขล่าเนื้อ1 ใน2 ของโอไรออน (อีกตัวคือกลุ่มดาวสุนัขเล็กCanis Minor )

         พระชาวอียิปต์โบราณได้เฝ้าสังเกตดูดาวซีรีอุสมาตั้งแต่3000 ปีก่อนคริสตกาลแล้วโดยในวันที่ดาวซีรีอุสขึ้นก่อนที่เราจะเห็นแสงแรกแห่งดวงอาทิตย์ยามเช้า ก็จะถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวอียิปต์นั่นเองซึ่งชาวอียิปต์ได้เรียกซีรีอุสว่าเป็น "เจ้านายแห่งปี" (Mistress of year) และยังเชื่ออีกว่าการที่น้ำเอ่อล้นฝั่งแม่น้ำไนล์นั้นเกิดมาจากพลังของดาวซีรีอุสนี้ โดยในเวลาที่ดาวซีรีอุสขึ้นก่อนดวงอาทิตย์เล็กน้อย  จะตรงกับเวลาที่น้ำในแม่น้ำไนล์เริ่มล้นฝั่งและเป็นจุดเริ่มต้นของการเตรียมพร้อมในฤดูกาลเพาะปลูก

 

       คนสมัยก่อนอย่างเช่นโฮเมอร์ (Homer) และเฮเซียด (Hesiod) ได้บันทึกไว้ว่าดาวสุนัข (Dog Star ; อันหมายถึงดาวซีรีอุส) นั้นมีความเกี่ยวพันกับดวงอาทิตย์โดยในช่วงที่ดวงอาทิตย์เข้าสู่กลุ่มดาวนี้จะเป็นช่วงที่ร้อนที่สุดของฤดูร้อนทั้งนี้เนื่องจากเขามีความเชื่อว่าดาวซีรีอุสนี้จะช่วยเพิ่มพลังงานความร้อนให้แก่ดวงอาทิตย์และในช่วงที่ร้อนที่สุดนี้ก็จะถูกเรียกว่าวันสุนัข (Dog days) ด้วย

ส่วนชาวโพลินีเชียนใช้ในการระบุการเข้าสู่ฤดูหนาว  ทั้งยังเป็นดาวสำคัญที่ใช้นำทางสำหรับการเดินทางในมหาสมุทรแปซิฟิก

"สามเหลี่ยมฤดูหนาว" (Winter Triangle)  จะขึ้นในเวลาหัวค่ำของฤดูหนาว  จะมีกลุ่มดาวสว่างอยู่ทางทิศตะวันออกได้แก่ กลุ่มดาวนายพรานกลุ่มดาวสุนัขใหญ่ และกลุ่มดาวสุนัขเล็ก  ให้เราลากเส้นเชื่อมระหว่างดาวบีเทลจุส (Betelgeuse) ดาวสว่างสีแดงตรงหัวไหล่ของนายพรานไปยังดาวซิริอุส (Sirius)
ดาวฤกษ์สว่างที่สุดสีขาว
ตรงหัวสุนัขใหญ่และดาวโปรซีออน (Procyon) ดาวสว่างสีขาวตรงหัวสุนัขเล็ก  จะได้รูปสามเหลี่ยมด้านเท่า  นั่นแสดงว่าเราได้เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว

การนำทางทางเรือ  ในสมัยก่อนที่เทคโลยียังไม่ทันสมัยเท่าปัจจุบัน  นักเดินเรือจะอาศัยการจดจำดวงดาวบนท้องฟ้าโดยทั้งหมดมี 57 ดวงโดยทำขึ้นมาเป็นปฏิทิน  เพราะแต่ละดวงก็ขึ้นประจำที่ในแต่ละฤดูกาล และ 1 ใน 57 ดวงคือดาวซีริอุส

เราคงพึ่งดวงดาวบนฟากฟ้ามาเป็นเวลาหลายพันปี  บรรพบุรษเราคงใช้เวลาแสนนานในการเก็บข้อมูลเพื่อบันทึกดวงดาวที่สำคัญแต่นั่นก็คงเต็มผืนฟ้า  เพราะดาวแต่ละดวงก็ปรากฎไม่พร้อมกันขึ้นอยู่กับฤดูกาล  ขึ้นอยู่กับเวลา  ดาวซิริอุสก็เช่นกันช่วยให้คนยุคก่อนได้รู้ว่าถึงเวลาขึ้นปีใหม่  ฤดูหนาว ฤดูร้อน  ฤดูน้ำหลาก  แม้แต่ฤดูเพาะปลูก  อีกทั้งยังช่วยนำทางให้แก่นักเดินเรือมาเนิ่นนาน

แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย  ดวงดาวหลายดวงที่เคยนำทางให้กับเราให้ได้ดำเนินชีวิตไปตามแบบแผนแห่งกาลเวลาก็เริ่มหมดความหมายลง  อาจเป็นเพราะผู้เขียนเองมีความรักต่อดวงดาวบนผืนฟ้าอันกว้างใหญ่เป็นอนันต์  จึงรู้สึกว่าหากดวงดาวเหล่านั้นมีชีวิตจิตใจ  มีความผูกพันกับเรามายาวนาน  คงเสียใจกับการไม่เหลียวแลจากพวกเราที่ครั้งหนึ่งเคยได้พึ่งพิง........คิดถึงซีริอุส....ดวงดาวผู้หวังดี........

ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา (Rwanda Genocide)

รวันดาเป็นประเทศเล็ก ๆ ตั้งอยู่ในภูมิภาคแอลเบอร์ไทน์ริฟต์ระหว่างตอนกลางและตะวันออกของทวีปแอฟริกา ดินแดนแห่งนี้ ไม่มีทางออกสู่ทะเล แต่ด้านตะวันออกของประเทศอยู่ติดกับทะเลสาบเกรตเลค ในอดีตประเทศนี้แทบไม่เป็นที่รู้จักของชาวโลกจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้น นั่นคือ ”การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”
rwanda5
ภูมิประเทศของรวันดา
ประเทศรวันดามีชื่อเต็มว่า สาธารณรัฐรวันดา มีเมืองหลวงชือ คิกาลี ดินแดนแห่งนี้มีประชากรร่วมแปดล้านคนและถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดประเทศหนึ่งในทวีปอาฟริกา ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเนินเขาปกคลุมด้วยป่าดงดิบ อาณาเขตของรวันดาทางตอนเหนือติดกับอูกันดา ทางใต้ติดกับบูรุนดี ทางตะวันตกติดกับคองโกและตะวันออกติดกับแทนซาเนีย ซึ่งดินแดนทั้งหมดนี้ถูกเรียกว่า แอลเบอร์ไทน์ริฟต์ พลเมืองส่วนใหญ่ของรวันดาคือชาวฮูตู (Hutu) ซึ่งมีจำนวนมากที่สุด ชาวทุตซี (Tutsi) ซึ่งเป็นชนเผ่าเลี้ยงสัตว์ และพวกทวา (Twa) หรือปิ๊กมี่ซึ่งเป็นชนเผ่าที่ตัวเล็กที่สุดในโลก 
ตามประวัติศาสตร์ของดินแดนแอลเบอร์ไทน์ริฟต์ ที่นี่มีชนพื้นเมืองหลายกลุ่มเข้ามาตั้งรกรากตั้งแต่เมื่อ ค.ศ.500 โดยพวกนี้เป็นชนที่พูดภาษาบันตูเหมือนกัน ซึ่งหลังจากเวลาผ่านไป ชนพื้นเมืองเหล่านี้ได้แบ่งแยกชัดเจนเป็นกลุ่มชนเลี้ยงสัตว์และกลุ่มกสิกร ซึ่งการใช้วิถีชีวิตที่แตกต่างกัน นอกจากจะทำให้มีความแตกต่างในด้านขนบประเพณีและการแต่งกายแล้ว ยังทำให้มีลักษณะทางกายภาพบางอย่างต่างกันด้วย
tutsi_hutu_twa3
ชนเผ่าต่าง ๆ ของรวันดา
โดยกลุ่มชนเลี้ยงสัตว์จะมีรูปร่างสูง เพรียว ริมฝีปากบาง สีผิวค่อนข้างอ่อน ขณะที่กลุ่มกสิกร มีรูปร่างปานกลางผิวเข้ม ริมฝีปากหนา เมื่อชาวผิวขาวมาถึงดินแดนนี้ในศตวรรษที่ 19 พวกเขาพบว่ารัฐเล็กๆรอบทะเลสาปเกรตเลคที่ถูกปกครองโดยชนเลี้ยงสัตว์มีพัฒนาการที่ก้าวหน้าเป็นแบบแผนกว่ากลุ่มชนเผ่ากสิกร พวกเขาจึงเข้าใจผิดว่า ชนเลี้ยงสัตว์เป็นกลุ่มชนที่เจริญกว่าและเข้ามาพิชิตกลุ่มชนกสิกร จากนั้นจึงก่อตั้งรัฐที่เป็นแบบแผนขึ้นซึ่งนี่เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างมหันต์
และด้วยความเข้าใจผิดนี้เอง ที่ทำให้เบลเยี่ยมแบ่งกลุ่มชนที่อยู่ในอาณานิคมออกเป็นสองกลุ่ม โดยใช้ลักษณะทางกายภาพบางประการ พวกชนเผ่าเลี้ยงสัตว์อย่างพวกวาทุตซีซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยถูกแบ่งแยกออกจากชนเผ่ากสิกรอย่างพวกฮูตูและฮุนเดอ ซึ่งนอกจากจะแบ่งแยกชัดเจนแล้ว รัฐบาลอาณานิคมเบลเยี่ยมยังให้สิทธิต่างๆแก่ชาวทุตซีมากกว่าพวกฮูตูอีกด้วย เนื่องจากความเข้าใจผิดในชาติภูมิของพวกทุตซีว่าสูงส่งกว่าพวกฮูตูดังที่กล่าวไป
การยกหางของรัฐบาลอาณานิคมทำให้เหล่าชนชั้นสูงของทุตซีเกิดความหยิ่งทะนงและดูถูกชาวฮูตูทั้งๆที่แท้จริงพวกเขาล้วนมีรากเหง้าเดียวกัน ใช้ภาษาเดียวกัน
การดูถูกเหยียดหยามและการได้รับสิทธิต่างๆจากจ้าวอาณานิคมมากกว่า ทำให้ชาวฮูตูมีความริษยาและเกลียดชังชาวทุตซีแฝงอยู่ ในปี ค.ศ.1933 เบลเยี่ยมได้ออกบัตรประจำตัวเพื่อแบ่งแยกชาวทุตซีและฮูตูออกจากกันอย่างชัดเจน โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมอันเลวร้ายของหน้าประวัติศาสตร์อาฟริกา
หลังการปกครองของเบลเยี่ยมสิ้นสุดลง รวันดาได้รับเอกราชและถูกปกครองโดยรัฐบาลชาวทุตซี ซึ่งเข้าข้างชาวทุตซีด้วยกันและกดขี่ชาวฮูตู จนนำไปสู่การปฏิวัติของชาวฮูตูและเข้ายึดอำนาจรัฐ ทำให้ชาวทุตซีจำนวนมากอพยพลี้ภัยออกนอกประเทศ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งได้จัดตั้งกองกำลังต่อต้านรัฐบาลฮูตู โดยใช้ชื่อว่า กลุ่มแนวหน้ารักชาติรวันดา (RPF)
ใน ปี ค.ศ. 1994 ประธานาธิบดี จูเวนาล ฮับยาริมานา ของฮูตู ตัดสินใจเจรจาสันติภาพกับ RPF ทว่าลูกน้องจำนวนมากของเขาไม่เห็นด้วยและหลังการตกลงสงบศึกนั้นเอง เครื่องบินของประธานาธิบดีก็ถูกจรวดมิซไซล์ลึกลับยิงถล่ม ปลิดชีพของเขา การตายของจูเวนาลกลายเป็นชนวนความโกรธแค้น โดยชาวฮูตุกล่าวหาว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือของพวกทุตซี (อย่างไรก็ตาม เชื่อกันว่า ผู้ลงมือ น่าจะเป็นลูกน้องของประธานาธิบดีจูเวนาลที่ไม่พอใจการสงบศึกมากกว่า) และหลังจากนั้นไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง การล้างแค้นนองเลือดก็เริ่มขึ้น
rwanda3
 ซากศพเหยื่อเคราะห์ร้าย
ในวันที่ 6 เมษายน ปี ค.ศ.1994 กองทัพฮูตูและประชาชนบางส่วนได้ออกมาไล่สังหารชาวทุตซีโดยมีเป้าหมายหลักคือผู้ชายทุกวัย ด้วยข้ออ้างที่ว่า คนเหล่านี้อาจเข้าร่วมกับพวกกบฏ RPF หรือไม่ก็เป็นไปแนวร่วม ส่วนหญิงสาวชาวทุตซีถูกจับมาข่มขืนและสังหารทิ้งอย่างเหี้ยมโหด ขณะพวกที่รอดตายราวสองในสามก็ต้องกลายเป็นผู้ติดเชื้อเอดส์
ในเวลาดังกล่าว ไม่มีประเทศใดยื่นมือขัดขวางเหตุรุนแรงครั้งนี้ บรรดาประเทศที่เกี่ยวข้องกับรวันดาต่างทำเพียงอพยพคนของตนออกมาเท่านั้น และแม้กองกำลังสหประชาชาติจะถูกส่งเข้าไปในรวันดาตั้งแต่ก่อนเกิดเรื่อง ทว่าพวกเขาก็ไม่ได้รับคำสั่งให้กระทำการใดๆเพื่อยุติเหตุรุนแรง เนื่องจากยังไม่มีมติเห็นชอบจากประเทศสมาชิกสำคัญ โดยสหรัฐอเมริกาผู้ตั้งตนเป็นตำรวจโลกนั้นไม่ต้องการเข้าไปยุ่งด้วยเนื่องจากไม่ได้มีผลประโยชน์ในดินแดนนี้ ขณะที่ฝรั่งเศสเองก็วางเฉยเนื่องจากกลัวเสียสัมพันธภาพกับรัฐบาลฮูตู ส่วนเบลเยี่ยม เจ้าอาณานิคมเดิมก็ไม่อยากเข้าไปข้องเกี่ยวเพราะเกรงจะเกิดปัญหาทางการเมืองกับฝ่ายตน
rwanda2
ผู้อพยพหนีภัยสงคราม
การเผิกเฉยของนานาชาติทำให้เหตุการณ์ทวีความรุนแรงมกขึ้น ขณะที่ฝ่าย RPF ก็เปิดฉากโต้ตอบฝ่ายฮูตูอย่างรุนแรง จนถึงขั้นสังหารนายกรัฐมนตรีของชาวฮูตูเสียชีวิต ซึ่งยิ่งทำให้ฝ่ายฮูตูซึ่งประกอบด้วยทหารรัฐบาลและกองทหารบ้านลงมือสังหารหมู่ชาวทุตซีอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น
เหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน ปีค.ศ.1994 ไปจนถึงกลางเดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ.1994 จากนั้นกองกำลัง RPF นำโดย นายพอล คากาเม ก็เข้ายึดอำนาจขับไล่รัฐบาลชาวฮูตู ทำให้การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สิ้นสุดลง ซึ่งชัยชนะของพวกทุตซีส่งผลให้ทหารบ้านและประชาชนชาวฮูตูนับแสนอพยพหนีเข้าไปในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เพราะกลัวการถูกล้างแค้น และไม่ถึงปีจากนั้น ผู้อพยพชาวฮูตูได้กลายเป็นชนวนให้เกิดสงครามกลางเมืองในคองโกถึงสองครั้ง ซึ่งมีหลายชาติในอาฟริกาเข้าไปเกี่ยวข้อง จนถูกเรียกว่า มหาสงครามแอฟริกัน และมีผู้คนล้มตายมากถึงห้าล้านคน
ปัจจุบันเหตุการณ์ในรวันดากลับสู่ความสงบ ภายใต้การปกครองของประธานาธิบดี พอล คากาเม ที่พยายามสร้างเสถียรภาพและเร่งการพัฒนาประเทศ แม้จะถูกกล่าวหาว่า เขาค่อนข้างเป็นเผด็จการและเล่นงานฝ่ายตรงข้ามที่เห็นต่างอย่างรุนแรงก็ตาม
rwanda4
ที่พักของผู้ลี้ภัย
สำหรับเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดานั้น ตลอดระยะเวลาหนึ่งร้อยวันที่เกิดเรื่อง ประมาณการว่ามีชาวรวันดาเสียชีวิตราว 800,000 – 1,070,000 คน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นชาวทุตซีราวแปดแสนคน นับเป็นตัวเลขการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่สูงมากในระยะสั้นๆเพียงร้อยวัน และกลายเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมครั้งสำคัญของมนุษยชาติ
แม้การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดาจะมีสาเหตุมาจากการปลุกปั่นของนักการเมืองที่อาศัยความเกลียดชังระหว่างเผ่าที่แฝงอยู่ เป็นเชื้อไฟ ทว่ามีข้อสังเกตหนึ่งที่เห็นได้ในดินแดนนี้ นั่นคือความหนาแน่นของประชากรเมื่อเทียบกับพื้นที่ทำกินที่มีจำกัด จนทำให้เกิดปัญหาการแย่งชิงที่ดิน
แม้ไม่อาจบอกได้ชัดว่า ความขาดแคลนที่ดินเป็นสาเหตุแฝงที่นำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งนี้ แต่บางที โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น อาจจะเป็นภาพจำลองในอนาคตของโลก หากว่าวันหนึ่ง มนุษย์พบว่าทรัพยากรธรรมชาติมีไม่เพียงพอสำหรับทุกคนอีกต่อไปและพวกเขาอาจต้องเลือกระหว่างการเอาตัวรอดกับคำว่า มนุษยธรรม

วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2558

Machu Picchu ดินแดนเมืองสาบสูญแห่งอินคา

                                               
                                             Machu Picchu  ดินแดนเมืองสาบสูญแห่งอินคา


  หลายคนคุ้นเคยกับชื่อเผ่าอินคา ทั้งจากภาพยนตร์และนวนิยาย ในภาพการต่อสู้ของชนเผาอินเดียแดงที่ยิ่งใหญ่กับผู้รุกรานผิวขาว เพื่อแย่งสมบัติล้ำค่าของเมืองแห่งทองคำนี้ Machu Picchu ได้รับการคัดเลือกจากองค์การยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนเป็น หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์องโลกยุคใหม่ (New Seven Wonders of the World)เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 นับว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์ยวนใจให้คนทั่วโลกมาเยือนเปรู เพื่อเยี่ยมชมนครลึกลับที่ความความสำคัญทางโบราณคดีของอเมริกาใต้ (South America)แห่งนี้

          เมืองสาบสูญแห่งอินคา (The Lost City of The Inca) ได้เปิดเผยตัวขึ้นอีกครั้ง ในปี ค.ศ. 1911 (พ.ศ. 2454) เมื่อ ฮิแรม บิงแฮม (Hiram Bingham) นักสำรวจชาวอเมริกัน จากโครงการสำรวจประเทศเปรูของ มหาวิทยาลัยเยล ได้ค้นพบเมืองโบราณที่ซุกตัวอยู่ภายใต้ป่าดงดิบบนยอดเขาสูง 2,35o เมตรจากระดับน้ำทะเล (main square) อันถูกรายล้อมไปด้วยหน้าผาสูงชัน ในประเทศเปรู ซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้าง สะกดให้ผู้พบเห็นได้จินตนาการถึงอารยะธรรมที่เคยรุ่งโรจน์ที่แห่งนี้

          อันที่จริงการค้นพบเมืองแห่งนี้ เป็นความบังเอิญ เพราะแท้จริงแล้ว Bingham ได้เข้ามาสำรวจดินแดนแถบนี้ เพื่อค้นหาเมืองVivambamba เมืองซึ่งชาวสเปนได้บันทึกว่า เป็นเมืองที่กษัตริย์แห่งอาณาจักรอินคาใช้ในการหลบซ่อนเมื่อครั้งที่พ่ายแพ้ให้แก่กองทัพสเปน แต่แล้วการค้นพบ Machu Picchu  เมืองที่แม้แต่สปนที่ได้ครอบครองอาณาจักรอินคากว่าสามร้อยปี ยังไม่เคยรับรู้การมีอยู่ของ Machu Picchu  ก็ทำให้โลกต้องบันทึกการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้

                                                
          จากการศึกษาของ Bingham ทำให้เชื่อว่าเมืองนี้น่าจะมีผู้อยู่ไม่กี่ร้อยคน และนี่คือพระราชฐาน ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ประทับพักผ่อนในหน้าร้อนของ Pachacute กษัตริย์พระองค์แรกของอาณาจักรอินคา ความคิดที่ว่า Machu Picchu เป็นพระราชฐานสำหรับพักผ่อนพระอิริยาบถของกษัตริย์อินคาของ Bingham สอดคล้องกับ Richard Burger จากการศึกษาหลักฐานที่ John Howland Rowe ได้พบเอกสารสำคัญเมื่อ 15 ปีก่อน เอกสารนั้นระบุว่ามีการฟ้องร้องของพระบรมวงศานุวงศ์ของกษัตริย์ Pachacute เพื่อขอกรรมสิทธิ์เหนือ Machu Picchu คืนจากรัฐบาลเปรู นอกจากนี้ นักโบราณคดียังมีความเห็นว่า Machu Picchu  น่าจะแบ่งเป็น 3 เขต โดยเขตหนึ่งเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ มีวิหารที่สร้างเพื่ออุทิศแด่อินติ สุริยเทพที่ชาวอินคาบูชา เขตนักบวชและผู้สูงศักดิ์ และสุดท้ายเป็นเขตของสามัญชน
          ในยุคล่าอาณานิยม ชาวสเปน (Spanish) ได้เดินทางจากปานามาเพื่อสำรวจดินแดนทางใต้ และค้นพบจักรวรรดิอินคาโดยการนำของนายพล ฟรานโก ปิซาโร (Francisco Pizarro) การปิดฉากของอาณาจักรอินคาเกิดขึ้น ในปี ค.ศ. 1532 หลังจากที่ Pizarro ได้มาสำรวจดินแดนแห่งนี้มาแล้ว 2 ครั้ง และด้วยกำลังทหารไม่ถึง 200 คน ดูเหมือนไม่มากมายนักเมื่อเทียบกับเหล่านักรบอินคาราว 6,000 คน แต่ทว่าชาวอินคาในเวลานั้นกำลังอ่อนแอทั้งจากการระบาดของโรคฝีดาษ และจากสงครามแย่งชิงบัลลังก์ระหว่างอวสการ์กับอาตาอวลปาที่เพิ่งจบลง และที่ย่ำแย่ที่สุดคือ อาวุธและยุทธวิธีในการรบที่ล้าหลังเหล่าผู้บุกรุกอย่างมาก นี่เองที่ทำให้กองกำลังจากสเปนเพียงน้อยนิด จึงสามารถมีชัยเหนือชาวอินคาได้โดยง่าย สเปนได้สังหารจักพรรดิอะตาฮวลปา ผู้ที่กำลังจะเข้าพิธีสถาปนาเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 6 หลังจากนั้น ชาวสเปนได้เข้ามามีอิทธิพลและบงการการเมืองการปกครองของชาวอินคาเรื่อยมา แม้จะมีความพยายามกอบกู้เอกราชจากบรรดาเชื้อพระวงศ์ของกษัตริย์อินคารุ่นต่อๆมา แต่ไม่ว่าจะลุกขึ้นสู้สักกี่ครั้งก็ไม่สามารถทวงคืนอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ของตนคืนได้  จนกระทั่งถึงจักรพรรดิองค์สุดท้ายคือโอรสองค์ที่ 3 ของจักรพรรดิแมนโคอินคา ทรงพระนามว่า ทูปาอะมารู ได้ถูกทหารสเปนปลงพระชนม์ หลังจากนั้นสเปนก็ได้ยึดครองอินคาอย่างเบ็ดเสร็จ ท้ายสุดจักรวรรดิอินคา (Inca Empire ) ที่เคยรุ่งเรืองมานานนับพันๆปีก็ล่มสลายไปในปี ค.ศ. 1572


 ห่างไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองกุสโก(Cusco) เมืองมรดกโลกของยูเนสโก อดีตเมืองหลวงของอินคา ซึ่งเป็นทั้งศูนย์กลางการปกครอง การเมืองและการทหาร ประมาณ 70 กิโลเมตร  Machu Picchu อยู่ในแถบเซาเธิร์นเซียร์ราส์ ประเทศเปรู   ที่พิกัด latitude 13º7' South และ longitude 72035' West of the Greenwich Meridian  ตั้งอยู่บนที่ราบสูงแอนดีส ระหว่างภูเขา Machu Picchu กับ Huayna Picchu ในเขตของป่าอะเมซอน มีแม่น้ำอารูบัน(Urubamba)  อยู่เบื้องล่าง ภูมิประเทศรายล้อมด้วยหน้าผาสูงราว 600 เมตร ด้วยภูมิประเทศที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชัน ทำให้กลายเป็นเกราะป้องกันตามธรรมชาติของผู้ที่จะรุกรานเมืองแห่งนี้ และด้วยภูมิประเทศที่ยากต่อการเข้าถึงที่ต้องบุกป่าฝ่าดงนี่เอง จึงเป็นข้อสงสัยว่า ชาวอินคาได้ใช้วิธีการใดในการนำหินก้อนใหญ่ๆ ขึ้นไปทำการก่อสร้างเมืองที่อยู่สูงเสียดฟ้าที่ปกคลุมไปด้วยเมฆหมอก และเดินทางฝ่าด่านผาสูงชันอันตรายแห่งนี้ได้อย่างไรกัน


คาดกันว่า มาชูปิกชู ก่อสร้างขึ้นในยุคที่อินคารุ่งเรือง ราวปี ค.ศ. 1440-1450 (พ.ศ.1993) โดยจักรพรรดิ์ปาชากูตี(Pachacute) ผู้ก่อตั้งอาณาจักรอินคา ชื่อของ Machu Picchu  นั้นความหมายถึงภูเขาโบราณ (old mountain) มีการสันนิษฐานกันถึงช่วงเวลาและเหตุผลในการสร้าง  บ้างก็ว่า Machu Picchu ไม่ใช่ชุมชนที่อยู่อาศัยหรือเมือง  แต่น่าจะเป็นการก่อสร้างเพื่อพักอาศัยของผู้มีอันจะกินของชาวอินคาในยุคนั้น บ้างก็ว่านี่คือศาสนสถาน หรืออาจเป็นสุสานอันยิ่งใหญ่ของผู้สร้างอาณาจักอินคา สิ่งก่อสร้างต่างๆใน Machu Picchu ทั้ง อาคารที่อยู่อาศัย อุโมงค์ อ่างเก็บน้ำ ระบบชลประทานการปล่อยน้ำตามคลองเล็กๆเพื่อการเกษตร รูปแบบการทำเกษตรหรือการทำนาเกลือที่เก่าแก่แบบขั้นบันได หอคอยสำหรับการเฝ้ามองดูผู้รุกราน การสร้างถนน สิ่งก่อสร้างตามไหล่เขา ที่ไล่ระดับเป็นขั้นๆ ซากกำแพงหินแกรนิตสีขาว ร่องรอยของสถาปัตยกรรมทั้งหลาย นอกจากสิ่งเหล่านี้จะดูสวยงามแล้ว ยังสะท้อนถึงความหลักแหลมทางเทคนิควิทยาการก่อสร้างของชาวอินคาในยุคนั้นได้อย่างดี

    นอกจากนี้ในบรรดาโครงกระดูก 175 ชุดที่ขุดได้ ในบริเวณ Machu Picchu  นั้น มีถึง 150 ชุดที่เป็นของผู้หญิง ทำให้ Bingham เชื่อว่า เมื่อเกิดการสู้รับกับสเปน ชาวอินคาได้นำตัวเหล่าสตรีมาหลบซ่อน ณ ที่แห่งนี้ เพื่อความปลอดภัย และให้พวกนางได้สวดมนต์ภาวนาต่อเทพเจ้าเพื่อช่วยปกป้องอินคาจากผู้รุกราน แต่เมื่อคำสวดอ้อนวอนมิเป็นผล เหล่าสตรีทั้งหลายจึงได้หลบซ่อนโดยใช้ชีวิตอยู่ ณ เมืองลี้ลับแห่งนี้ต่อไปนานราว 40 ปี จากโลกนี้ไป นอกจากนี้ จากการศึกษาข้อมูลต่างๆ รวมทั้งโครงกระดูก ทำให้ Burger กล่าวว่า ที่นี่เคยมีเหล่าจิตกรและศิลปินหลายคนเข้ามาพักอาศัย และจากโครงสร้างของกะโหลกศีรษะทำให้รู้ว่าบรรดาช่างประจำราชสำนักของอินคามีหลายเผ่าพันธุ์ อีกทั้งพบว่าสัดส่วนของสตรีต่อบุรุษมีในอัตราส่วน 3:2 และในบรรดาสตรีเหล่านั้นหลายคนมีร่องรอยการตั้งครรภ์ และเหตุว่าทำไม เมืองแห่งนี้จึงกลายเป็นเมืองร้างนั้นก็เพราะว่า ด้วยความที่เมืองนี้ตั้งอยู่บนชะงอนเขาสูง จากในรูปจะเห็นได้เลยว่าสูงเสียดฟ้าเพียงใด การเดินทางที่แสนทุรกันดาร งบประมาณการก่อสร้างที่สูง มันจึงไม่ใช่เมืองที่เหมาะแก่การลงหลักปักฐานในระยะยาว


    แต่ก็ด้วยความลี้ลับและแสนทุรกันดารในการเดินทางขึ้นไปยังเมืองในเมฆหมอกนี่เอง ทำให้ Machu Picchu  ไม่ถูกผู้รุกรานอย่างสเปนทำล้าย โบราณสถานแห่งนี้ จึงคงความสมบูรณ์ไว้ได้อย่างมาก จะเพียงก็แค่ทรุดโทรมไปตามกาลเวลาบ้างเท่านั้น

การล่มสลายของอินคา


นอร์เวย์ ดินแดนสุดขอบโลก





วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Rosa Parks

ผู้หญิงสามัญชน-ไม่สยบยอม 
“มารดาแห่งขบวนการสิทธิพลเมือง วันใหม่”

     แม้ขณะนี้ จะล่วงเลย จุดรุ่งของประธานาธิบดีโอบาม่า แล้ว ใกล้จะถึงวันเลือกตั้งใหม่ ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่า บารัค โอบาม่า คงไม่ได้เป็นประธานาธิบดีอีกสมัย แต่ประวัติศาสตร์ก็จารึกไว้แล้วว่า เขาเป็นประธานาธิบดีผิวดำ(ไม่ขอเรียก “ผิวสี”) คนแรก เราๆก็คงทราบว่า กว่าอเมริกาจะยอมรับคนผิวดำ ให้เป็นถึงขนาดนี้ไม่ได้ง่ายเลย ต้องมีการต่อสู้นับสิบๆปี คนไทยก็คงพอรู้จักชื่อของ มาร์ติน ลูเธอร์คิง จูเนียร์(Martin Luther King Jr.) ส่วนจะรู้ลึกลงไปนั้น ข้าพเจ้าไม่ทราบ แม้หาในอินเทอร์เน็ตก็ข้อมูลเป็นภาษาไทยน้อย วิกิพิเดียภาคไทยขณะนี้ยังไม่มีเรื่องของเธอเลย ไม่ต้องเอ่ยถึงตำราเรียนในปัจจุบันก็ได้ คงไม่แปลกที่จะกล่าวได้ว่า เรื่องขบวนการสิทธิมนุษยชน ขบวนการเพื่อความเป็นธรรม ในโลก ไม่เป็นที่รับรู้หรือรับรู้แต่เบาบางของเด็กไทย ที่เราอ้างว่า เด็กเป็นอนาคตของชาติ จะเป็นไปแบบไทยๆ หรือแบบสากลโลกเล่า เรื่องนี้ทุกคนต้องช่วยกันคิดพิจารณา อย่างมีโยนิโสมนสิการ ข้าพเจ้าไม่อาจจะไปตัดสินได้ เพราะไร้อำนาจ และไม่ใช่เผด็จการฟาสซิสต์
เราคงพอได้ยินชื่อของ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ มาแล้ว แต่เรารู้ไหมว่า? บุคคลคนหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่า คิง ก็มี ถ้าหากไม่มีเธอผู้นี้ได้แสดงความกล้าหาญ(ที่จะกล่าวถึง)ในวันนั้น ก็อาจจะไม่มีคิงที่โลกรู้จักในวันนี้ และก็ไม่อาจมีประธานาธิบดีผิวดำนาม บารัค โอบาม่า ที่ดำรงอยู่ในตอนนี้ จริงๆก็มีคนสู้มาก่อนหน้าเธอมากมายนัก แต่เธอผู้นี้เป็นนักต่อสู้ในยุคใหม่ หรือเป็นการขบวนการสิทธิพลเมือง สมัยใหม่ ที่ต่างจากอดีต การต่อสู้เริ่มจะเป็นเชิงไม่ใช้ความรุนแรง ส่วนเธอก็เริ่มต้นแรกๆเลย โดยทำสิ่งที่เรียกว่า “อารยะขัดขืน”

                                           

ไม่ให้เยินเย่อ ก็จะกล่าวถึงเธอผู้นี้เลย เธอคือผู้หญิงผิวดำที่ชื่อว่า “โรซ่า พาร์ค”(Rosa Parks) เกิดเมื่อปี ๑๙๑๓ ใน อลาบาม่า (Alabama) สมัยนั้นมีการเหยียดผิวอย่างรุนแรง เธอต้องผจญกับความอยุติธรรม เพื่อนบ้านต่างสีผิวที่กลั่นแกล้งเธอ แต่แม่ของเธอ นางลีโอนา ไม่ยอมต่อชะตากรรม ให้ความสำคัญต่อการศึกษาของลูก สู้ชีวิต ย้ายไปในหลายเมือง เพื่อความมั่นคงในชีวิตของลูก ด้วยการไม่ท้อแท้ต่อการอบรม ทุ่มเทกับการศึกษา ในที่สุด พาร์ค ก็จบการศึกษาชั้นสูง กระนั้นในบรรยากาศทางการเมืองที่แยกผิว เธอต้องได้รับสิ่งที่เป็นสองมาตรฐานอย่างมาก แต่เธอไม่ได้จำนนต่อสิ่งเลวร้ายเหล่านั้น รู้ว่ามันมีปัญหาที่ตัวกฎหมาย เธอเห็นใจคนผิวขาว และรู้ว่าคนผิวขาวนั้นไม่ได้เลวร้าย ความเมตตากรุณาของเธอ เป็นกระบวนทัศน์หล่อหลอมทัศนคติและการกระทำของเธอไปในทางไม่ใช้ความรุนแรง อีกอย่างเธอก็ได้สามีที่ดีทีเดียว สนับสนุนซึ่งกันและกัน

เหตุการณ์ที่สำคัญและเป็นเหตุให้เกิดการต่อสู้จนสู่ชัยชนะ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑

 ธันวาคม ปี๑๙๕๕ เธอไม่ยืนขึ้นให้คนผิวขาวนั่ง ซึ่งกฎหมายสมัยนั้นระบุอย่าง

ชัดเจน ถ้าคนผิวขาวไม่มีที่นั่ง คนผิวดำต้องลุกให้ แต่เธอไม่ เธอไม่ยินดี แล้วมันก็

เป็นสิ่งที่เธอตั้งใจจะทำแล้วด้วย แล้วก็บังเอิญอีกว่า คนขับรถบัส ที่เธอนั่งนั้น เป็น

คนเดียวกับที่ไล่เธอลงมาจากรถเมื่อเธอยังเยาว์วัย เธอจำได้ดี แล้วตอนนี้ก็เป็น

โอกาสดีที่เธอจะแสดง “อารยะขัดขืน” เธอปราศจากความกลัว ตัดสินใจแน่วแน่

 เขาไล่ให้ลุก เธอไม่ลุก เธอยืนยันในสิทธิของเธอ มันสำเร็จด้วยดี ผลก็คือ เธอ

ถูกจับไปโรงพัก ข่าวนี้แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว สู่การรับรู้ของคนผิวดำในเมือง

นั้น มอนโกเมรี่  ๔ วันจากนั้น พวกเขาร่วมใจกันบอยคอตรถบัส เพื่อให้

เปลี่ยนแปลงยกเลิกกฎหมายการแบ่งแยกสีผิว บนรถบัส โดยพวกเขาชูเรื่อง “โรซ่า

 พาร์ค หญิงนิโกร” เป็นกรณี เหตุการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดการเริ่มต้นขบวนการ

สิทธิพลเมืองขึ้นในอเมริกา ผู้นำในการบอยคอตนั้นก็คือ สาธุคุณมาร์ติน ลูเธอร์

คิง มันไม่ง่ายเลย กระบวนการกดดันทำไปอย่างยาวนาน จนในที่สุด วันที่ ๑๓

 พฤศจิกายน ปี ๑๙๕๖ เกือบหนึ่งปีจากนั้น ศาลสูงของสหรัฐ ประกาศว่า การแบ่ง

แยกสีผิวในรถ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่ได้จบ ปัญหายังไม่จบ สมที่อันโต

นิโอ กรัมชี่กล่าว “สิ่งเก่ากำลังตาย สิ่งใหม่กำลังปรากฏ สิ่งเก่าขัดขวางสิ่งใหม่

 อสุรกายจะปรากฏ” ปฏิกิริยาก็เกิดขึ้น ขบวนการคู คลูก คลัน(ขบวนการปีศาจ-Ku

 Klux Klan) ก็ตามล่าไม่จบ มันฟื้นคืนชีพ และ ๔ เมษายน ปี๑๙๖๘ ผู้นำ

ขบวนการต่อต้านการแบ่งแยกสีผิว สาธุคุณมาร์ติน ลูเธอร์คิง ก็เป็นอันต้องตายไป

 จากการฆาตกรรม การต่อสู้ก็ดั่งสายธาร และเธอก็เป็นต้นสายธารนั้น จนในที่สุด

กฎหมายการแบ่งแยกสีผิวก็ถูกยกเลิกไปจากการต่อสู้ของเธอและขบวนการสิทธิ

พลเมือง ทัศนคติของคนอเมริกันชนผิวขาวเริ่มเปลี่ยนไป แม้จะยังมีพวกทัศนะ

ดักดานอยู่ แต่ก็จำนวนน้อยถ้าเปรียบกับทั้งหมด โชคดีจริงๆ ที่พาร์ค เห็นชัยชนะของการต่อสู้ ในปี ๑๙๘๗ เธอก่อตั้ง สถาบันโรซ่า-เรย์มอนด์ พาร์คเพื่อการ

พัฒนาตนเอง (Rosa and Raymond Parks Institute for Self-Development)


สถาบันนี้ปลูกฝังเด็กๆเกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมืองในอเมริกา สมัยประธานาธิบดีผิวขาวบิลล์ คลินตัน เธอได้รับเหรียญรางวัลการสู้เพื่ออิสรภาพ มันเป็นเครื่องการันตีว่าการแบ่งแยกสีผิวได้จบแล้ว ในปี ๒๐๐๐ มีการนำชื่อของเธอไปตั้งเป็นชื่อห้องสมุดและทำพิพิธภัณฑ์ที่มหาวิทยาลัยทรอย ในมอนโกเมรี่ นอกจากนี้ เธอยังได้รับรางวัลต่างๆอีกมากมาย นิตยสารไทม์ จัดอันดับให้เธอเป็นหนึ่งในที่สุดของศตวรรษที่ ๒๐ โมเลฟี่ อซานเต้ (Molefi Kete Asante) นักวิชาการที่มีชื่อเสียงชาวอเมริกา จัดอันดับเธอเป็น ๑ ใน ๑๐๐ ของสตรีชาวแอฟริกัน-อเมริกา ผู้ยิ่งใหญ่ (100 Greatest Woman Africa American)เธอได้รับการขนานนามว่าเป็น “มารดาแห่งขบวนการเพื่ออิสรภาพ”( the mother of the freedom movement) หรือ “มารดาแห่งวันใหม่ ของขบวนการสิทธิพลเมือง” (Mother of The Modern Day Civil Rights Movement)สิ่งที่พารค์สู้ มันมีค่ามากกว่ารางวัล รางวัลพวกนี้จะตอบแทนเธอได้ไม่หมดสิ้นหรอก และเธอก็เป็นผู้หญิงที่เรียบง่ายจนวาระสุดท้ายของชีวิต เธอจากเราไป ในวันที่ ๒๔ ตุลาคม ปี ๒๐๐๕ ขณะที่เธออายุ ๙๒ ปี โดยศพของเธอเก็บไว้ที่สุสานประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา (เธอเป็นคนแรกที่ได้รับเกียรตินี้) และในปี ๒๐๐๘ หลังจากเธอสิ้นชีวิตไปได้ ๓ ปี ชื่อของเธอได้เข้าสู่ หอเกียรติยศสตรีผู้ทรงเกียรติแห่งอลาบาม่า
มีถ้อยคำหนึ่งที่ผู้คนกล่าวกัน “โรซ่า พาร์ค นั่ง – คิง จึงได้เดิน –และโอบาม่า จึงมีสิทธิมีเสียง”
“ทั้งหมดมัน เริ่มบนรถบัส” (It All Started on a Bus)   
ขอคารวะต่อสตรีสามัญชน ผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมือง สิทธิมนุษยชน จนมีชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ เป็นของขวัญแด่อนุชนคนรุ่นหลัง เธอคือผู้หญิงที่คุณความดีจะจารึกไว้ในโลก ตลอดชั่วกาลนาน

florence nightingale (วีดิโอ)


Florence Nightingale สุภาพสตรีแห่งประทีป

                                   

                                   


ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล (Florence Nightingale) สตรีชาวอังกฤษผู้บุกเบิกด้านการพยาบาลสมัยใหม่ เกิดวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2363 ในครอบครัวเศรษฐีชาวอังกฤษที่กรุงฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี
ด้วยความศรัทธาต่อพระเจ้า ซึ่งเธอกล่าวว่าได้ยินเสียงจากพระองค์ให้เธอช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ในปี 2380 ซึ่งสมัยนั้นสังคมยังกำหนดบทบาทให้ผู้หญิงเป็นเพียงแม่บ้านและภรรยาเท่านั้น เธอปฏิเสธความเชื่อดังกล่าว เริ่มออกช่วยรักษาคนป่วยที่ยากจน ในปี 2389 เธอเดินทางไปศึกษาพยาบาลที่เมืองไคเซอร์เวิร์ธ (Kaiserswerth) ประเทศเยอรมนี และเริ่มอาชีพพยาบาลตั้งแต่ปี 2394
ในช่วง สงครามไครเมีย (Crimean War) ประเทศตุรกี ระหว่างรัสเซียกับฝรั่งเศสและอังกฤษ หลังจากพบว่ามีทหารล้มตายและบาทเจ็บจำนวนมาก โดยไม่มีหน่วยงานเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง เธอจึงรวมตัวกับเพื่อน 38 คนเป็นพยาบาลอาสาตั้งโรงพยาบาลชั่วคราวในสนามรบ โดยใช้มาตรฐานอย่างเข้มงวด ทั้งการรักษา สุขภาพอนามัย และอาหาร เธอดูแลคนป่วยอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยแม้ในยามมืดค่ำ เธอยังคงรักษาคนไข้ใต้แสงตะเกียง จนได้รับการยกย่องว่า “สตรีผู้ถือตะเกียง” (The Lady with the Lamp)
หลังสงครามเธอกลับอังกฤษในฐานะวีรสตรี และได้รับอิสริยาภรณ์เชิดชูคุณความดีของอังกฤษ (British Order of Merit) เป็นคนแรก อีกทั้งในช่วงสงครามเธอยังได้ทำการบันทึกสถิติทหารที่บาดเจ็บ ซึ่งกลายเป็นแบบอย่างในการบันทึกสถิติทางการแพทย์ในปัจจุบัน
ภายหลังเธอได้ตั้งองค์กรเพื่อสอนวิชาพยาบาลในประเทศตุรกี และก่อตั้งโรงเรียนพยาบาลอีกหลายแห่ง นอกจากนั้นเธอยังจัดหน่วยรักษาพยาบาลไปรักษาที่ต่างประเทศ เช่น สงครามกลางเมืองของสหรัฐอเมริกา และทำกิจกรรมสาธารณกุศลจนวาระสุดท้ายของชีวิตเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2453